จังหวัดสุพรรณบุรี
สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดสุพรรณบุรีโรงแรม ที่พัก รีสอร์ท จังหวัดสุพรรณบุรีร้านอาหารในจังหวัดสุพรรณบุรีรวมแผนที่จังหวัดสุพรรณบุรีการเดินทางสู่จังหวัดสุพรรณบุรีเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจในจังหวัดสุพรรณบุรีรวมภาพถ่ายจังหวัดสุพรรณบุรี
พื้นที่พิเศษ เมืองโบราณอู่ทอง


 

 

 

 

 
พื้นที่พิเศษ " เมืองโบราณอู่ทอง "
    อู่ทองเมืองโบราณ ต้นกำเนิดประวัติศาสตร์ อารยธรรมสุวรรณภูมิ ครอบคลุมพื้นที่ทั้งตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เนื้อที่ 38.16 ตารางกิโลเมตร มีหลักฐานทางโบราณคดีที่สันนิษฐานได้ว่า เคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรทวาราวดีและเป็นศูนย์กลางของดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมและประเพณีของชนชาติพันธุ์ต่าง ๆ ก่อนจะหลอมรวมเป็นชาติไทยในปัจจุบัน ซึ่ง อพท. จะพัฒนาเมืองโบราณอู่ทองเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ ที่สามารถสืบค้นเรื่องราวเกี่ยวกับการก่อกำเนิดชนชาติไทย และศิลปวัฒนธรรมทางประวัติศาสตร์ของชนชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในพื้นที่ดินแดนสุวรรณภูมิ
ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น
โลโก้ พื้นที่พิเศษ  เมืองโบราณอู่ทอง

ขอเชิญมาร่วมกันแสดงพลังสร้างประวัติศาสตร์ เพื่อ
ถวายความอาลัยแด่พ่อหลวงของเราชาวไทย
วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2559

ณ บริเวณ ถนนวินยานุโยค (หน้าวัดเขาพระ)
เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป (มาก่อนเวลา)

ภายในงาน จะมีการแปลอักษรประมาณ 1กิโลเมตร พร้อมจุดเทียนและร่วมกันร้องเพลง "สรรเสริญพระบารมี" โดยมี วงดนตรี ซิมโฟนี ออร์เคสตรา จากดุริยางค์ทหารบก เป็นผู้บรรเลง - การแต่งกายชุดดำ

ถนนคนเดิน ตลาดหรรษาวินยานุโยค

ร่วมอนุรักษ์การสวมใส่ผ้าไทย เดินเที่ยว
ถนนคนเดิน ตลาดหรรษาวินยานุโยค
ทุกศุกร์และเสาร์แรกของเดือน
ถนนวินยานุโยค อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี

ตลาดถนนคนเดินหรรษาวินยานุโยคเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2559 และจะจัดถนนคนเดินเป็นประจำ ทุกศุกร์และเสาร์ เฉพาะสัปดาห์แรกของทุกเดือน (เท่ากับเดือนหนึ่งมี 2 วัน) วันศุกร์เปิด-ปิดตลาดเวลา 15.00-22.00 น. และวันเสาร์เปิด-ปิดตลาดเวลา 10.00-22.00 น.

งานนี้เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านสองฝั่งถนนวินยานุโยค ต.อู่ทอง อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี เพื่อต้องการชักชวนนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวชมงาน และเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ด้วยการยกระดับสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชนที่มีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น และรณรงค์ไม่ให้ใช้โฟมเป็นภาชนะใส่อาหาร ส่งเสริมการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยว มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงาน และร่วมอนุรักษ์การสวมใส่ผ้าไทย และเที่ยวถนนคนเดิน เดินชมสินค้าพื้นบ้าน อาหารพื้นเมืองและเครื่องดื่มหลากหลาย ตลอดทั้ง 2 ฝั่งถนนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน

สอบถามข้อมูล โทร. 035 565 562, 035 565 563
ค่าพิกัด GPS 14.378233, 99.893857

http://www.thairath.co.th/content/632492


ร่วมอนุรักษ์การสวมใส่ผ้าไทย ใส่ชุดไทยเที่ยวถนนคนเดิน


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง

ทั้งนี้ ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๖ มาตรา ๒๐ (๘) และมาตรา ๓๕ กำหนดให้คณะกรรรมการบริหาร การพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนมีอำนาจ ประกาศให้พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเป็นพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ซึ่งที่ผ่านมา อพท. ได้ดำเนินการประกาศพื้นที่พิเศษเรียบร้อยแล้วจำนวน ๕ พื้นที่
   อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะประกาศพื้นที่ใดเป็นพื้นที่พิเศษ นั้น อพท. ได้ดำเนินการตามขั้นตอนการประกาศพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ดังนี้
   ๑) การประเมินศักยภาพของพื้นที่ ตามคู่มือการจัดเตรียมข้อมูลเพื่อการพิจารณาการประกาศพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (คะแนนต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๗๕) ซึ่งผลการประเมินปรากฏว่า พื้นที่เมืองเก่าน่านอยู่ที่ระดับร้อยละ ๗๖.๕ และพื้นที่เมืองโบราณอู่ทอง อยู่ที่ระดับร้อยละ ๘๕
    ๒) อพท. ร่วมกับพื้นที่เมืองเก่าน่าน และพื้นที่เมืองโบราณอู่ทอง ศึกษาความเป็นไปได้ในการประกาศพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน ชุมชน และผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ โดยกำหนดวิสัยทัศน์ยุทธศาสตร์การพัฒนา และแนวทางดำเนินงาน ระยะที่ ๑ ภายใน ๓ ปี (พ.ศ. ๒๕๕๕-๒๕๕๗)
   ๓)การจัดเวทีประชาคมเพื่อรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชน ในการประกาศพื้นที่พิเศษ ทั้ง ๒ แห่ง ซึ่งผลการจัดเวทีประชาคมประชาชนทั้ง ๒ พื้นที่เห็นด้วยเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ กล่าวคือ พื้นที่เมืองเก่าน่าน เห็นด้วย ร้อยละ ๙๘.๓๒ (มีประชาชนเข้าร่วมเวทีประชาคมจำนวน ๒,๕๐๐ คน) และพื้นที่เมืองโบราณอู่ทอง เห็นด้วย ร้อยละ ๙๘.๑๔ (มีประชาชนเข้าร่วมเวทีประชาคมจำนวน ๓๒๖ คน)
   ต่อจากนี้ อพท. จะเร่งดำเนินการจัดทำแผนแม่บทและแผนปฏิบัติการการบริหาร การพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ทั้ง ๒ แห่งนี้ ให้แล้วเสร็จตามเป้าหมาย เพื่อฟื้นฟู อนุรักษ์ และพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว รวมทั้งเพิ่มรายได้การท่องเที่ยวและจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ในพื้นที่พิเศษอย่างต่อเนื่อง ภายใต้นโยบาย Co-Creation หรือ ร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมปฏิบัติ ร่วมรับผิดชอบ ร่วมรับผลประโยชน์ ของผู้อำนวยการ อพท.

องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) อพท.
Designated Areas for Sustainable Tourism Administration (Public Organization) DASTA

  
อพท. เป็นองค์การมหาชน มีบทบาทหน้าที่ในการดำเนินงานด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ในการประสานงานให้เกิดการบูรณาการการบริหารการพัฒนาพื้นที่ที่มีทรัพยากรการท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่า โดยมีความคล่องตัวและรวดเร็วในการดำเนินงานมากกว่าส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญในการบริหารการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศทั้งระยะสั้นและระยะยาว จัดตั้งขึ้นตามความในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๖

 


มืองโบราณอู่ทอง

   เมืองโบราณอู่ทองตั้งอยู่ในเขตอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จากการศึกษาภาพถ่ายทางอากาศพบว่าเมืองโบราณอู่ทองเป็นเมืองที่มีคูน้ำและคันดินล้อมรอบ ตั้งอยู่ริมลำน้ำจระเข้สามพัน ผังเมืองเป็นรูปวงรี ทอดตัวไปตามแนวทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ มีขนาดความกว้างประมาณ 1 กิโลเมตร และยาวประมาณ 2 กิโลเมตร มีระดับความสูงของพื้นที่ตัวเมือง จากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 6 เมตร
   จากการศึกษาทางโบราณคดีเท่าที่ผ่านมาทราบว่า เมืองโบราณอู่ทองมีมนุษย์อยู่อาศัยตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อประมาณ 2,500 ปี มาแล้ว โดยได้พบหลักฐานประเภทขวาน หินขัด ลูกปัด ภาชนะดินเผา เหล็กในสำหรับปั่นด้าย ขวานสำริด ฉมวก หอก และเครื่องมือเครื่องใช้โลหะอื่นๆ อีกมากมาย ชุมชนในสมัยนี้เป็นชุมชนในสังคมเกษตรกรรม เนื่องจากสภาพที่ตั้งชุมชนเป็นเขตที่ราบขั้นบันไดต่ำ และที่ราบลุ่มแม่น้ำ ทำให้สามารถทำการเพาะปลูกได้ผลดี จนชุมชนตั้งหลักแหล่งได้อย่างถาวร ประกอบกับสามารถติดต่อกับชายฝั่งทะเลได้สะดวก จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ชุมชนโบราณในบริเวณเมืองอู่ทองสามารถพัฒนาสภาพสังคมและเศรษฐกิจ จนขยายตัวเข้าสู่สังคมเมืองได้
   เมืองโบราณอู่ทองได้มีการอาศัยมาอย่างต่อเนื่องจนสามารถพัฒนาตนเองจากสังคมเกษตรกรรมในระดับหมู่บ้านเข้าสู่สังคมเมือง (Urban society) ซึ่งมีความเจริญ และมีความซับซ้อนทางสังคมมากขึ้น และกลายเป็นเมืองศูนย์กลางทางวัฒนธรรมเมืองหนึ่งในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา จากหลักฐานประเภทโบราณวัตถุสถานที่พบในช่วงเวลาดังกล่าว ทราบว่าเมืองโบราณอู่ทอง ได้มีการติดต่อสัมพันธ์กับดินแดนแถบโพ้นทะเล โดยเฉพาะอินเดีย จนทำให้นักวิชาการหลายท่านเชื่อว่า เมืองโบราณอู่ทอง อาจจะเป็นเมือง สุวรรณภูมิ ที่พระเจ้าอโศกมหาราชได้ส่งพระโสณะเถระและพระอุตระเถระมาเผยแพร่พุทธศาสนา ในราวพุทธศตวรรษที่ 3
   จากการที่มีการรับอิทธิพลทางวัฒนธรรมของอินเดียอย่างมาก จนทำให้ช่วงพุทธศตวรรษที่ 11-12 ได้เกิดวัฒนธรรมที่ผสมผสานกันระหว่างรูปแบบวัฒนธรรมท้องถิ่นกับวัฒนธรรมที่มาจากกลุ่มชนภายนอก วัฒนธรรมนี้มีจุดเด่นอยู่ที่รูปแบบทางศิลปกรรมเฉพาะตัว มีการใช้ภาษามอญร่วมกัน และการนับถือพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาหลัก วัฒนธรรมทวารวดีเชื่อกันว่ามี ศูนย์กลางความเจริญตั้งอยู่บริเวณเขตที่ราบภาคกลางของประเทศไทย ซึ่งมีเมืองเมืองหลัก ได้แก่ เมืองนครชัยศรี (ที่ นครปฐม) เมืองประคูบัว (ที่ราชบุรี) และเมืองอู่ทอง
   ในอดีตเมืองโบราณอู่ทองได้ปรากฏแนวป้อมก่อด้วยศิลาแลง แต่ปัจจุบันสิ้นสภาพและถูกไถปรับที่เป็นถนนหมดแล้ว ทางด้านตะวันออกของเมือง (บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภออู่ทอง และพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ อู่ทอง) แต่เดิมเป็นแนวปราการ เช่นกัน ภายหลังแนวป้อมกำแพงที่ว่านี้ถูกรื้อทำลายออกไป เพื่อก่อสร้างถนนมาลัยแมน ปัจจุบันคูน้ำและกำแพงที่ว่านี้ถูกรื้อทำลาย และบุกรุกถมที่ดินจนตื้นเขินและขาดหายไปเป็นช่วงๆ ซึ่งจะเห็นแนวชัดเจนและมีน้ำขังตลอดปีเฉพาะด้านทิศตะวันออกเท่านั้นที่ใช้ประโยชน์เป็นที่เก็บกักน้ำ สำหรับใช้ในการอุปโภคบริโภค
   ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของตัวเมืองอู่ทอง ห่างออกไปประมาณ 5 กิโลเมตร มีแนวสิ่งก่อสร้างด้วยดิน ที่น่าสนใจอีก 2 จุด คือ แนวคันดินเป็นทางยาวคดเคี้ยว เรียกกันว่า ถนนท้าวอู่ทอง ด้วยเหตุที่เชื่อกันมาแต่เดิมว่าเป็นถนนโบราณของเมืองแห่งนี้จุดหนึ่ง และกลุ่มแนวคันดินรูปโค้งเกือกม้าซึ่งตั้งอยู่ตามแนวเชิงเขาคอก ที่เรียกกันว่า
คอกช้างดิน เพราะเชื่อกันว่าเป็นเพนียดดินสำหรับคล้องช้างในสมัยโบราณ โบราณสถานแห่งนี้ ฝ่ายวิชาการ สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 2 สุพรรณบุรี ได้ดำเนินการขุดศึกษาทางโบราณคดีแล้ว ผลการขุดชึ้ให้เห็นว่า บริเวณนี้เป็นเขตเทวสถานในศาสนาพราหมณ์ ไศวนิกาย ด้านตะวันออกซึ่งพื้นที่ลาดต่ำลงจนถึงแม่น้ำท่าจีน และต่อเนื่องไปจนถึงบริเวณซึ่งเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ มีหลักฐานแสดงว่า เป็นทะเลมาก่อน ข้อมูลบนภาพถ่ายทางอากาศแสดงให้เห็นแนวของแม่น้ำจระเข้สามพันไหลผ่านตัวเมืองอู่ทองไปทางเหนือ แล้วอ้อมมาทางตะวันออก ซึ่งมีร่องน้ำเปิดกว้างเป็นปากแม่น้ำซึ่งกำหนดให้เป็นแนวชายฝั่งทะเลเดิม ตรงส่วนที่บรรจบกับ คลองสองพี่น้อง ซึ่งต่อเชื่อมมาจากแม่น้ำท่าว้า นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นร่องรอยของคลองเก่าขุดขึ้นเป็นแนวตรงยาวประมาณ 9 กิโลเมตร จากตัวเมืองอู่ทองจนถึงบริเวณวัดม่วงซึ่งคาดว่าจะเป็นชายฝั่ง หรืออาจเป็นร่องน้ำกว้างจากฝั่งทะเลลึกเข้ามาในแผ่นดิน ยังได้พบร่องรอยคลองอีก 2 แนว เชื่อมต่อจากแนวคลองแรกมาทางใต้จนถึงคลองบางบอน ซึ่งทำให้เชื่อว่าเปลี่ยนแปลงของแนวชายฝั่งทะเลมีผลทำให้มีการขุดคลองใหม่ลงมาทางใต้ เพื่อเป็นเส้นทางออกสู่ทะเลและเมืองชายฝั่งทะเลถอยห่างออกไปมาก คลองเหล่านี้ก็เลิกใช้ไปในที่สุด
   การศึกษาการต่อเชื่อมของลำน้ำจระเข้สามพัน และแนวคูคันดินที่บ้านดอนทองและบ้านจระเข้สามพัน คูคันดินดังกล่าว ปรากฏให้เห็นชัดบนถนนมาลัยแมน ร่องรอยที่ปรากฏให้เห็นบนภาพถ่ายทางอากาศเป็นหลักฐานชัดเจนว่าคลองจระเข้สามพันนั้นแต่เดิมไหลผ่านมาทางเส้นทางที่ผ่านเมืองอู่ทอง แต่ต่อมาทางน้ำได้เปลี่ยนทางเดินลงมาทางใต้ตามแนวคลองหางตลาด การขุดคูคัดดินกั้นน้ำที่ทางตะวันออกของบ้านคอนทองดังกล่าวได้บังคับให้น้ำไหลกลับมาทางแนวแม่น้ำจระเข้สามพันที่ไหลผ่านเมืองอู่ทองตามเดิม การขุดกั้นดินคาดว่าคงจะทำขึ้นภายหลังที่แม่น้ำเปลี่ยนทางเดิน ดังจะเห็นได้จากการมีคันดินรอบชุมชนแบบเหลี่ยมมุมรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 340 x 340 เมตร สร้างขึ้นทางด้านตะวันออก ซึ่งเป็นบริเวณรับน้ำได้จากคูคลองดังกล่าวและการสร้างคูคันดินบริเวณเมืองอู่ทอง
   ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาภาพถ่ายทางอากาศและสำรวจสภาพภูมิศาสตร์ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงชายฝั่งทะเล ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางเดินของแม่น้ำจระเข้สามพัน และการเปลี่ยนแปลงแนวคลองในการติดต่อกับภายนอกทางฝั่งทะเลของเมืองอู่ทอง และเป็นร่องรอยที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามของคนเมืองอู่ทองในอดีต ได้ช่วยกันแก้ไขปัญหาที่เป็นผลมาจากการถอยตัวของน้ำทะเล และเมื่อทะเลถอยออกไปมากขึ้นจนไม่สะดวก หรือเกินกว่าจะแก้ไขได้ เมืองอู่ทองก็หมดความสำคัญในราวพุทธศตวรรษที่ 16-17 พร้อมๆ กับการสิ้นสุดลงของยุคสมัยทวารวดี ซึ่งต่อมาเมืองโบราณอู่ทองก็ถูกทิ้งร้างไปในราวพุทธศตวรรษที่ 19 โดยเมืองสุพรรณบุรีเจริญขึ้นมาแทนที่ ดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน
   การดำเนินงานอนุรักษ์โบราณสถาน และแหล่งโบราณคดีในเขตเมืองโบราณอู่ทองหลังจากที่เมืองโบราณอู่ทองได้ร้างไปเมือในราวพุทธศตวรรษที่ 19 เมืองโบราณอู่ทองก็ลดความสำคัญลงไป จนเมื่อ พ.ศ. 2446 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้เสด็จสำรวจเมืองโบราณอู่ทอง และเผยแพรความรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของเมืองโบราณอู่ทองจนเป็นที่รู้จักกันไปทั่วในวงวิชาการ เมืองโบราณอู่ทองจึงได้รับความสนใจขึ้นมาอีกครั้ง ในฐานะเป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญอีกแหล่งหนึ่งของประเทศไทย

                                            สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 2 สุพรรณบุรี

อะไรที่ยืนยันว่า อู่ทองคือจุดนัดพบนานาชาติ และเส้นทางการค้าตะวันออก-ตะวันตก?

   มีร่องรอยการตั้งชุมชนเล็กๆ อยู่มากมาย ชุมชนเหล่านั้นศึกษาจากหลุมศพ เห็นการเข้ามาของวัตถุที่เป็น trade item คือที่เป็นสินค้า เช่น ลูกปัดขนาดใหญ่ และมีความหลากหลายชนิด แสดงถึงการค้าขาย มีการพัฒนาตั้งแต่ยุคเหล็ก เข้าสู่ยุคตอนปลายๆ มีการติดต่อจนเป็นเมืองท่า เส้นทางการค้าทางทะเลเข้ามายุคพุทธศตวรรษที่ 5-6 ถือเป็นการเดินทางยุคสายไหม ทางทะเล อู่ทองเป็นเมืองท่าสำคัญที่ติดต่อไปจีน เวียดนาม อู่ทองพัฒนามาเรื่อยจนถึงยุคฟูนัน อู่ทองเป็นเมืองร่วมสมัย เมืองท่า

มีการขุดพบจารึกปุษยคีรี มันคืออะไร? และแสดงถึงอะไร?

   คำว่า ปุษยคีรี สะท้อนให้เห็นถึงการอ้างอิงชื่อสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ตรงนั้นเป็นที่บรรจุพระบรมธาตุ มีหลักฐานสอดคล้องกับการที่ส่งพระโสนะอุตตระเข้ามา เมื่อเข้ามาแล้วผ่านจุดนี้ ก็เป็นจุดศักดิ์สิทธิ์ เข้าใจว่าการสร้างพระบรมธาตุคือการเผยแผ่พุทธศาสนา พอเข้าก็นำเอาชื่อนี้ไป ตอนเอาเข้ามาก็เอามาฝังไว้ที่เมืองอู่ทอง จะเป็นพระโสนะอุตตระหรือไม่ ไม่ทราบ! แต่สันนิษฐานว่าเป็นการฝังเพราะมีเพิงหิน จึงเป็นจุดศักดิ์สิทธิ์เพราะมีการฝังพระบรมธาตุ เป็นเจดีย์เล็กๆ ซึ่งหายไปแล้ว ไปครั้งนี้เราก็จะสื่อให้เห็นว่ามันมีจุดสำคัญอยู่ แล้วก็บริเวณเขาพระก็เหมือนกัน มีศิลาแลง ส่วนด้านล่างก็มีเสาธรรมจักรอยู่

โบราณสถานบึงคอกช้างดิน คืออะไร?

   แต่ก่อนบริเวณนี้เป็นดินแดนก่อนประวัติศาสตร์ทั้งนั้น ไม่ใช่แค่พุทธ มีทั้งฮินดูด้วย เริ่มจากวัดถ้ำเสือ รอบๆ เขาพุหางนาค จนถึงวัดเขาดีสลักเป็นเทือกเขาที่สัมพันธ์กัน แต่ละถ้ำมีพระสงฆ์ นักพรต ฤาษี เข้าไปจำศีล ถ้ำเหล่านี้เขาสร้างพระพิมพ์ เรียกว่า พระถ้ำเสือ ผมคิดว่าน่าจะเป็นพระพิมพ์รุ่นแรกๆ รูปร่างหน้าตาน่าเกลียด แต่มันสะท้อนให้เห็นถึงความเก่าแก่ มีทั้งนั่งขัดสมาธิ นั่งเก้าอี้ ผสมปนเปกันไป เราจะไม่พบกันทั่วๆ ไป สะท้อนให้เห็นถึงว่าเคยมีพระสงฆ์หรือนักพรตอยู่บริเวณนั้น เชิงเขารอบๆ นั้น ตรงเขตถ้ำเสือบริเวณคอกช้างดินนั้น พบแหล่งศาสนสถานของฮินดู เพราะมันเป็นวิหาร? แต่ไม่ใช่เจดีย์ ทำด้วยหินกรวด ขณะเดียวกัน พบทางน้ำ ที่ใช้แนวหินบีบเข้าสู่คอกช้าง มันมี 2-3 คอกช้าง ลักษณะคอกช้าง เข้าใจว่า เป็นสิ่งที่เขาเรียกว่า บาราย เป็นภาษาสันสกฤตที่ว่า ยกขึ้นมาแล้วเก็บน้ำไว้บนผิวดิน เพราะบริเวณอู่ทองนี้เป็นที่แล้งน้ำ จำเป็นจะต้องมีสิ่งเหล่านี้ ในบริเวณรอบๆ อู่ทอง เราค้นพบว่ามีการทำคันดิน ทั้งชะลอน้ำ แยกน้ำ แบ่งน้ำ หลายๆ แห่งสะท้อนให้เห็นว่ามีการชะลอน้ำเพื่อการทำนา ในที่ลุ่ม แล้วก็เห็นว่าบริเวณ 5-6 กิโลเมตรรอบๆ อู่ทอง มีการตั้งถิ่นฐานอยู่มาก

จริงหรือ? เจดีย์ที่พบที่อู่ทอง น่าจะเก่ากว่าเจดีย์ที่นครปฐม

   มันมีทั้งเก่ากว่า และร่วมสมัย และหลังลงมา มันไม่ได้สลายไป แต่ต้องตรวจสอบดู เราต้องมองเห็นว่า เสาธรรมจักร, ลายปูนปั้น น่ะมันเป็นของเก่า แต่มาจากที่ตรงไหนก็ไม่รู้ อีกอันเป็นรูปพระสงฆ์ 3 องค์, อีกอันเป็นลายเทวดาเหาะ แสดงว่าเหล่านั้นได้รับอิทธิพลจากอมราวดีมากกว่า ไม่ได้มาจากทางลุ่มน้ำคงคา

รอยพระพุทธบาทที่เขาดีสลัก น่าสนใจอย่างไร?

  นั่นแสดงการสืบเนื่องของชุมชนที่อยู่ตรงนั้น ที่มีการนับถือพุทธศาสนา เพราะที่เราเคยเห็นก่อนหน้านั้นมักจะไม่มีมงคล 108 ประการ อย่างที่ปราจีนบุรีก็มีรอยพระพุทธบาทรุ่นแรกๆ คล้ายกับอมราวดี ที่นี่มันเห็นภาพหลายอย่าง เช่น ความโดดเด่นของพุทธบัญญัติ ซึ่งธรรมจักรเนี่ยะ หรือกวางหมอบเป็นศิลปอัตลักษณ์แบบทวารวดี มี 2 อย่างคือ ธรรมจักรแบบกวางหมอบ กับ พระพุทธรูปเหนือพนัสบดี จริงๆ แล้ว คือพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แต่อาศัยสัตว์เนรมิต เชื่อมสวรรค์กับโลก เป็นความคิดริเริ่มที่ดี ที่อู่ทองมีเยอะมากที่เป็นหลักฐาน โดยเฉพาะลูกปัดมีอยู่มาก แสดงว่ามันมีมามากกว่าที่อื่น แต่เสียดายที่ถูกทำลายลงไป ถ้ามีการศึกษาเอามาเทียบกันจะทำความเข้าใจได้ง่าย แต่ที่อู่ทองนี่ระยะหลังมันมีการติดต่อกับเวียดนาม ถึงยุคนั้น ยุคที่พบลิงลิงโอ มันเป็นยุคก่อนจะมีเส้นทางการค้านะ เพราะพวกลิงลิงโอ กลุ่มที่นำมาเป็นพวกซาร์วิน ที่อยู่ตอนกลางของเวียดนาม ก่อนที่จีนจะทำการค้าขาย อู่ทองมีเครือข่ายอยู่มาก ดังนั้น อู่ทองเป็นร่วมสมัยฟูนัน ยุคพุทธศตวรรษที่ 13-14 จึงจะพบมหายานขึ้น

ทำไมเมืองอู่ทองถึงหายไปได้?

   เมืองอู่ทองไม่ได้หายไปไหน แต่มันไม่มีคนอนุรักษ์ เพราะการอนุรักษ์สมัยก่อนเก็บไว้แต่ในตัวเมือง ส่วนบริเวณรอบๆ ไม่มีการขุดสำรวจ จริงๆ มันกระจายไปทั่ว การที่จะเป็นนครใหญ่ไม่ใช่เฉพาะตัวเมือง ภาษาอินเดียเรียกว่า นครา ตัวเมืองเป็นปุระ รอบๆ เป็นรัศมีกว้าง ถึงได้กินพื้นที่คอกช้างและที่อื่นๆ แล้วความสัมพันธ์ก็ไปเห็นที่ดอนตาเพชร ที่จริงอู่ทองเป็นแหล่งที่มีของป่า และแหล่งทรัพยากรแร่ธาตุมาก โดยเฉพาะบ่อพลอยมีเยอะมาก เพราะที่ตรงนั้นเป็นเมืองท่า

จับเข่าคุย "ศรีศักร วัลลิโภดม"


วัดเขาทำเทียม.. อู่ทอง ... วัดแห่งแรก.. ในประเทศไทย 

   การเดินทางไปอินเดียเพื่อศึกษาแก่นแท้พุทธศาสนาของพระถังซำจั๋งในพุทธศตวรรษที่ 12 ท่านได้บันทึกสิ่งที่พบเห็นตลอดการเดินทางในช่วงเวลานั้นไว้อย่างละเอียด บันทึกการเดินทางเล่มนั้นมีความสำคัญยิ่งยวดต่อการศึกษาประวัติศาสตร์และหลักฐานทางโบราณคดีของพุทธศาสนาในอินเดียมาจนทุกวันนี้

เมื่อพระถังซำจั๋งได้เดินทางมาถึงแคว้นอุฑร (Udra) ก็ได้บันทึกไว้ว่า "...มีสถูปกว่า 10 องค์ เป็นสถานที่ที่พระตถาคตเจ้าทรงแสดงธรรมเทศนา พระเจ้าอโศกมหาราชทรงสร้างไว้"

"ในหุบเขาอันเป็นพรมแดนด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ (แคว้นอุฑร) มีอารามชื่อปุษปคีรีสังฆาราม (Puspagiri) สถูปหินในอารามศักดิ์สิทธิ์มาก ในวันอุโบสถมักจะเปล่งรัศมีโชติช่วง พุทธศาสนิกชนทั้งใกล้และไกล มักจะมาชุมนุมกันที่วัดนี้..."

แคว้นอุฑร ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของรัฐโอริสสา (Orissa) หรือแคว้นกลิงคะโบราณ (Ancient Kalinga) อยู่ติดชายฝั่งตะวันออกค่อนไปทางเหนือของอินเดีย นับตั้งแต่กองโบราณคดีอินเดียขุดสำรวจแหล่งโบราณสถานในรัฐโอริสสา พวกเขาได้พบซากพุทธสถานโบราณจำนวนมากมายหลายยุคสมัย แต่กลับไม่เคยพบพุทธสถาน หรือสถูปใดที่สร้างในสมัยพระเจ้าอโศกเลย ยกเว้นการพบจารึกหิน (Rock Edicts) ที่พระเจ้าอโศกให้จารึกธรรม และบทบัญญัติต่างๆ ไว้สอนชาวบ้านชาวเมือง

จนกระทั่ง ในปี พ.ศ.2539-2544 นักโบราณคดีจากสถาบันศึกษาทางทะเลและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งโอริสสา (The Orissan Institute of Maritime and South-east Asian Studies) ได้สำรวจพบพุทธสถานโบราณ ที่เนินเขาลังกุฎี (Langudi Hill) ในรัฐโอริสสา พวกเขาขุดพบหลักฐานและจารึกมากมายที่ยืนยันได้ว่าบริเวณนี้คือ ปุษปคีรีมหาวิหาร หรือสังฆารามที่พระถังซำจั๋งได้กล่าวไว้ในบันทึก และแน่นอน สถูปที่พวกเขาพบนั้นสร้างในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช
   หลักฐานสำคัญที่พบที่เนินเขาลังกุฎี ชี้ชัดว่าสร้างในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช คือซากปรักหักพังของพระสถูปหินทรงโอคว่ำเส้นผ่านศูนย์กลาง 60 ฟุต ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม สถูปมีรั้วหินหรือเวทิกา (Vedika or Railing) ล้อมอยู่ทั้งสี่ทิศ รั้วหินทั้ง 26 ชิ้นที่ขุดพบ มีเพียง 2 ชิ้นที่สลักลวดลาย ส่วน 24 ชิ้นนั้นเป็นหินเรียบ ซึ่งเป็นรูปแบบการก่อสร้างในสมัยพระเจ้าอโศก สันนิษฐานว่ารั้วหิน 2 ชิ้นที่แกะสลักลายดอกบัวน่าจะสร้างเพิ่มเติมภายหลังในสมัยศุงคะ นอกจากนี้ ยังได้พบรูปดินเผา เช่น ฉัตร ที่ใช้ประดับยอดพระสถูปสมัยพระเจ้าอโศก รูปพระพุทธบาท สัญลักษณ์ที่ใช้แทนการปรากฏองค์ของพระพุทธเจ้า ก่อนที่จะมีการสร้างพระพุทธรูปขึ้น เหมือนกับภาพแกะสลักรอยพระบาทที่พบที่พระสถูปสาญจีในรัฐมัธยมประเทศ ซึ่งสร้างในสมัยพระเจ้าอโศกเช่นกัน

   สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษที่พบในบริเวณพระสถูป เป็นจารึกหินชิ้นหนึ่งที่สลักพระนามพระเจ้าอโศกมหาราชไว้ ถอดความได้ว่า "chhi karena ranja Asokhena" หรือราชาอโศก และพระรูปพระเจ้าอโศกมหาราชแกะสลักด้วยหินคอนดาไลต์ ทั้งพระรูปเดี่ยวและรูปแกะสลักคู่กับพระราชินีทั้ง 2 พระองค์ พระรูปแกะสลักพระเจ้าอโศกที่ขุดพบครั้งนี้สร้างความตื่นเต้นให้กับนักโบราณคดีอินเดียเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการพบพระรูปเดี่ยวของพระเจ้าอโศกมหาราชในอินเดียเป็นครั้งแรก พร้อมกับจารึกหินระบุพระนามในบริเวณเดียวกัน

   แต่การสำรวจพระสถูปในครั้งนั้น นักโบราณคดีไม่พบพระบรมสารีริกธาตุบรรจุไว้ภายในพระสถูป พวกเขาพบเพียงฝาผอบ จึงสันนิษฐานกันว่ากษัตริย์ในสมัยหลังอาจโยกย้ายพระบรมสารีริกธาตุไปบรรจุไว้ในพระสถูปที่สร้างขึ้นใหม่ที่ยังไม่ได้ขุดสำรวจ เพราะทั่วบริเวณเนินเขาลังกุฎีนั้นปรากฏร่องรอยพุทธสถาน รูปพระพุทธปฏิมาดินเผา และภาพจำหลักหินพระพุทธรูปในคติพุทธมหายานอีกมากมาย ที่สามารถยืนยันความรุ่งเรืองของพุทธสถานที่ลังกุฎีมาอย่างต่อเนื่องทั้งพุทธผ่ายเถรวาทสมัยพระเจ้าอโศก ฝ่ายมหายาน และวัชรยาน ตั้งแต่สมัยคุปตะตอนต้น ล่วงมาถึงคุปตะตอนปลาย ราวพุทธศตวรรษที่ 14

   เนินเขาลังกุฎี ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นที่ตั้งของปุษปคีรีสังฆารามนี้ มีพิกัดทางภูมิศาสตร์อยู่ที่เส้นละติจูด 20 องศา 12 ลิปดาเหนือ เส้นลองติจูด 86 องศา 43 ลิปดาตะวันออก ตั้งอยู่ใกล้กับหมู่บ้านสาลีปุระ (Salipur) ทางฝั่งขวาของแม่น้ำเคลัว (Kelua) ในเขตจาจปุระ (Jajpur) และอยู่ห่างจากเมืองภูพเนศวร (Bhubaneshwar) เมืองหลวงของรัฐโอริสสา 80 กิโลเมตร

   เมื่อพิจารณาถึงชื่อเสียงของพระสถูปที่ปุษปคีรีสังฆารามในสมัยที่พระถังซำจั๋ง (พุทธศตวรรษที่ 12) มาพบนั้นยังเป็นที่เลื่องลือในความศักดิ์สิทธิ์ จนชาวพุทธทั้งใกล้ไกลจะต้องเดินทางมาชุมนุมกันในวันอุโบสถ ก็อาจให้คิดต่อไปได้ว่า พระสถูปและวิหารที่แคว้นกลิงคะ (ปัจจุบันคือรัฐโอริสสา) ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชนั้น (ราวพุทธศตวรรษที่ 3) คงจะมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในหมู่พุทธศาสนิกชนมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งพ่อค้า นักบวชที่เดินทางจากเมืองท่าทางทะเลที่แคว้นกลิงคะไปค้าขาย และเผยแผ่ศาสนายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือสุวรรณภูมิ

   เนื่องจากเมืองท่ากลิงคะเป็นหนึ่งในเมืองท่าโบราณสำคัญ ที่ชาวอินเดียใช้เดินเรือไปมาหาสู่กับเมืองท่าสำคัญในสุวรรณภูมิสมัยพุทธศตวรรษที่ 3-4 ซึ่งได้แก่เมืองท่าตักโกลา (คลองท่อม) เมืองสะเทิม เมืองออกแอว (ในเวียดนาม) และเมืองอู่ทอง (ในจังหวัดสุพรรณบุรี)

   จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าชื่อปุษปคีรีสังฆารามแห่งแคว้นกลิงคะ จะมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับ ชื่อเขาปุษยคีรี หรือเขาท่าเทียมในเมืองเก่าอู่ทอง ซึ่งเป็นสถานที่เล่าขานว่าพระโสณะและพระอุตระ สมณทูตสมัยพระเจ้าอโศก ได้เดินทางมาพำนักอยู่ เมื่อครั้งที่เข้ามาเผยแผ่พุทธศาสนายังดินแดนสุวรรณภูมิ และที่เมืองเก่าอู่ทองเช่นกัน ที่นักโบราณคดีได้พบจารึกสันสกฤตบนแผ่นศิลา ปรากฏคำว่า "ปุษยคีรี" และพบรูปปั้นดินเผาและรูปจำหลักนางกษัตริย์ประทับนั่งเหนือดอกบัว มีช้างสองเชือกชูงวงจับเต้าน้ำสรงเทลงเหนือพระเศียร เป็นสัญลักษณ์ปางประสูติเช่นเดียวกับรูปจำหลักที่พระสถูปสาญจีในอินเดีย และพระสถูปอื่นที่สร้างในสมัยพระเจ้าอโศกที่ใช้สัญลักษณ์แทนองค์พระพุทธเจ้าในการเล่าพุทธประวัติ เช่น ช้าง ดอกบัว ธรรมจักร ฉัตร รอยพระพุทธบาท ความสอดคล้องของการใช้รูปสัญลักษณ์แทนองค์พระพุทธเจ้า ยังได้สะท้อนถึงการเผยแพร่แนวคิดและคติพุทธในการสร้างศิลปวัตถุในพุทธศาสนาสมัยพระเจ้าอโศก ในบริเวณเมืองเก่าอู่ทองในช่วงเวลาหนึ่ง

วัดเขาทำเทียม.. อู่ทอง ... วัดแห่งแรก.. ในประเทศไทย 


อู่ทอง เมืองโบราณ..แห่งสุวรรณทวีป

   สำหรับความเป็นมาของอู่ทอง....หัวใจแห่งสุวรรณภูมินั้นเกิดขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 4 อินเดียมีพระมหาราชที่ยิ่งใหญ่ พระนามว่า พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาของโลก ได้ส่งสมณทูตไปเผยแพร่ในภูมิภาคต่างๆ ทั้งทางบกทางทะเล และหนึ่งในสมณทูตเหล่านั้น คือ พระโสณะและพระอุตระ ที่เข้ามาสุวรรณภูมิทางทะเล ซึ่งบริเวณที่เข้ามานั้น จากหลักฐานทางโบราณคดีและตำแหน่งภูมิศาสตร์น่าจะอยู่บริเวณที่เรียกว่า แหลมทอง ที่ตั้งอยู่ในคาบสมุทรไทยต่อคาบสมุทรมลายู ซึ่งก็คือ บริเวณตอนเหนือของคาบสมุทรมลายู ตั้งแต่จังหวัดปัตตานีขึ้นมาจนถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยาของประเทศไทยนั่นเอง

   ทั้งนี้ ด้วยลักษณะของเมืองอู่ทอง อาทิ ที่ตั้งโบราณสถาน โบราณวัตถุ ที่ค้นพบ ทำให้อาจารย์ศรีศักร สันนิษฐานว่า จากหลักฐานการบันทึกของนักปราชญ์ทางประวัติศาสตร์หลายคนทำให้คิดเลยเถิดไปว่า เส้นทางคมนาคมข้ามคาบสมุทรนี้แหละที่สมณทูตของพระเจ้าอโศกมหาราชเดินทางเข้ามาเผยแผ่ศาสนาในเขตสุวรรรภูมิ ซึ่งขัดแย้งกับสิ่งที่พม่า-มอญ เชื่อว่ามาขึ้นที่เมืองสะเทิมและหงสาวดีของมอญอย่างสิ้นเชิง เพราะไม่พบเห็นโบราณวัตถุใดในเขตเมืองสะเทิมและเมืองเมาะตะมะที่มีอายุเท่ากันกับพบที่ดอนตาเพชรและอู่ทอง อีกทั้งตำแหน่งเมืองมอญของพม่านี้ก็อยู่เหนือขึ้นมาจากเส้นทางเดินเรือทะเลที่จะต้องข้ามคาบสมุทร ยิ่งดูไปถึงเรื่องหลักฐานของวัฒนธรรม ที่สืบเนื่องจากสุวรรณภูมิมาจนถึงยุคต้นประวัติศาสตร์เช่นสมัยศรีเกษตรและทวารวดีแล้ว ก็ไม่พบอะไรต่างกับทางบริเวณเมืองอู่ทองและเมืองอื่นๆ ในฝั่งอ่าวไทยที่พบคติในการสร้างธรรมจักรที่มีรูปกวางหมอบต่อเนื่องมาจนถึงสมัยทวารวดีในพุทธศตวรรษที่ 12-13 ทีเดียว แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือเมืองอู่ทอง พบแท่งศิลาจารึกภาษาสันสกฤตว่า ปุษยคีรี เข้าใจว่าพบแถวเขาที่อยู่ทางทิศเหนือของเมือง ซึ่งคำว่าปุษยคีรี นี้เป็นชื่อเมืองและสถานที่ซึ่งพระเจ้าอโศกมหาราชโปรดให้สร้างพระสถูปบรรจุพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าในอินเดียอีกด้วย

   ปัจจุบันโบราณวัตถุที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมอันยาวนานนั้นได้ถูกเก็บรักษาและเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี สถานที่สำคัญที่คนรุ่นหลังสามารถที่จะเข้าไปศึกษาเรียนรู้เรื่องราวในอดีตผ่านข้าวของเครื่องใช้เก่าๆ ที่ได้ผ่านกาลเวลามาพร้อมๆ กับความมีชีวิต ของอู่ทอง เมืองโบราณที่ทำให้เกิดการค้นหาความหมายของอดีตแม้ว่างานวิจัยจะสิ้นสุดลงแต่ทว่าสำหรับคนรุ่นหลังแล้วยังคงต้องมีการคำถามที่จะต้องเรียนรู้หาคำตอบกันต่อไป เพราะอู่ทองเป็นเมืองโบราณที่มีชีวิตและความเคลื่อนไหวของผู้คน มิใช่เพียงแค่ชื่อในตำนาน...

อู่ทอง เมืองโบราณ..แห่งสุวรรณทวีป



สอบถามข้อมูล

035 565 562
ฝ่ายอำนวยการ
(ชมพู่ บอล แพท กิ๊ก)
035 565 563
ฝ่ายบริหารแผนและประสานงาน
(ฟิก เดี่ยว แมน กิ้ง ตั๊ก ฝ้าย กวาง)

แผนที่เส้นทาง สุพรรณ - อ.อู่ทอง


สถานที่ท่องเที่ยว อำเภออู่ทอง
ศูนย์พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง
วัดเขาดีสลัก
ิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ อู่ทอง
วัดเขาพระศรีสรรเพชญาราม
นอุทยานพุม่วง-คอกช้างดิน
บ้านขาม
สวนหินธรรมชาติ พุหางนาค
สวนกล้วยอู่ทอง
วัดเขาทำเทียม
สถานปฏิบัติธรรมปู่ฤๅษีนารอด



เปิดม่านประวัติศาสตร์
วงศ์อู่ทอง-วงศ์สุพรรณบุรี
ผ่านบันทึกร่วมสมัยของจีน

 


ราชวงศ์สุพรรณบุรี
เป็นใคร มาจากไหน
ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาได้อย่างไร

ดร.ปริวรรต สาคร


ข่าวและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

นักโบราณเสียงแตก 'หินตั้ง'
ชู'อู่ทอง'ศักยภาพมรดกโลก


หัวโตอู่ทอง


ประเพณีตักบาตรเทโว
วัดเขาดีสลัก


ลอยกระทงสวรรค์ 12 นักษัตร


เทศกาลท่องเที่ยวอู่ทอง
อู่ทองอู่อารยธรรมสุวรรณภูมิ


ประเพณีบุญบั้งไฟตำบลดอนคา


เทศกาลดอกไม้บานที่อู้ทอง


แผนที่ท่องเที่ยว อ.อู่ทอง


Last modified: 10/11/16
Copy  Right © 2545

จังหวัดสุพรรณบุรี | สถานที่ท่องเที่ยว | ที่พัก-รีสอร์ท | ร้านอาหาร แผนที่ | การเดินทาง | Other | Suphan Gallery