ประวัติศาสตร์เมืองสุพรรณ

 ประวัติศาสตร์เมืองสุพรรณ

 

 

ตราประจำจังหวัดสุพรรณบุรี

ตราประจำจังหวัดสุพรรณบุรี
   เป็นรูปยุทธหัตถี หมายถึง การกระทำยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กับพระมหาอุปราชาแห่งพม่า และบริเวณที่ทำยุทธหัตถีอยู่ในท้องที่อำเภอดอนเจดีย์

คำขวัญประจำจังหวัด
   เมืองยุทธหัตถี วรรณคดีขึ้นชื่อ เลื่องลือพระเครื่อง
รุ่งเรืองเกษตรกรรม สูงล้ำประวัติศาสตร์
แหล่งปราชญ์ศิลปิน ภาษาถิ่นชวนฟัง

 


ประวัติศาสตร์เมืองสุพรรณ

ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์

"จังหวัดสุพรรณบุรี" เป็นจังหวัดเก่าแก่จังหวัดหนึ่ง อยู่ทางภาคตะวันตกของประเทศไทย มีอายุถึงยุคหินใหม่ ประมาณ 3,500-4,000 ปี สืบต่อเนื่องกันเรื่อยมาจนถึงยุคสัมฤทธิ์และเหล็กอายุราว 2,500 ปี ล่วงเข้าสู่ยุคสุวรรณภูมิ ฟูนัน อมรวดี ทวารวดี ลพบุรี อู่ทอง อยุธยา และปัจจุบันนี้โบราณวัตถุ โบราณสถานที่พบเป็นประจักษ์พยานบ่งบอกว่าจังหวัดสุพรรณฯ มีอายุสูงถึงยุคหินใหม่จริง ไม่เพียงเท่านั้นจังหวัดสุพรรณบุรียังเป็นเมืองพุทธศาสนาอีกด้วย จากการขุดค้นพบพุทธปฎิมากรรมทั่วทั้งจังหวัดสุพรรณบุรี จากสถิติพบไม่น้อยกว่า 140-150 ครั้ง ตั้งแต่สมัยอมราวดีเป็นต้นมา ทำให้สันนิษฐานได้ว่าจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นเมืองที่พุทธศาสนาฝังรากไว้อย่างหนาแน่น ไม่น้อยกว่า 2,300 ปี มาแล้ว ราว พ.ศ. 70-80

เมืองสุพรรณบุรี ดินแดนแห่งความอุดมสมบูรณ์บนพื้นที่ราบภาคกลางสืบสานความเจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่อดีตเมื่อ พ.ศ. 1420 จากนามเดิม เมืองพันธุมบุรี ในยุคทวารวดีตามหลักฐานทางโบราณคดีได้จารึกชื่อไว้ในพงศาวดารเหนือ* และนาม "สุพรรณภูมิ" ปรากฏในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ระบุว่าเป็นนครรัฐที่มีความสำคัญมาก่อนกรุงศรีอยุธยา เมื่อมีการสถาปนากรุงศรีอยุธยา เมืองสุพรรณบุรีจึงจัดอยู่ในฐานะเมืองลูกหลวงซึ่งเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญอีกด้วย
 
ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เมืองสุพรรณบุรีเป็นเมืองหน้าด่านและเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญ ต้องผ่านศึกสงครามหลายต่อหลายครั้ง สภาพเมืองตลอดจนโบราณสถานถูกทำลายเหลือเพียงซากปรักหักพัง จนกระทั่งถึงสมัยรัตนโกสินทร์ เมืองสุพรรณบุรีได้ฟื้นตัวขึ้นใหม่ และตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำท่าจีน (ลำน้ำสุพรรณ) มาจนตราบทุกวันนี้

 


พระราชพงศาวดารเหนือ*

พระเจ้ากาแต เป็นเชื้อมาแต่นเรศว์หงษาวดี ได้มาบูรณะ วัดโปรดสัตว์ วัดภูเขาทอง วัดใหญ่ แล้วให้มอญน้อยออกไปสร้าง วัดสนามไชย แล้วมาบูรณะ วัดพระป่าเลไลย ในวัดลานมะขวิด แขวงเมืองพันธุมบุรี ขนานนามเมืองใหม่ว่า สองพันบุรี พระองค์อยู่ในราชสมบัติ 40 ปี จึงสวรรคต เมื่อปี จ.ศ.565

 


โบราณคดีและประวัติศาสตร์ เมืองสุพรรณบุรี

เรื่องราวทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีของเมืองสุพรรณบุรีนั้น นักวิชาการทั้งชาวไทยและต่างชาติต่างก็ให้ความสนใจศึกษาค้นคว้ากันมานาน และเป็นที่ยอมรับกันว่าเมืองสุพรรณบุรี ได้เริ่มต้นการตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในยุคหินใหม่ แล้วพัฒนามาเป็นรัฐแรกเริ่มในสมัยทวารวดี โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองอู่ทอง จนเมื่อเมืองอู่ทองเสื่อมสลายลงในราวพุทธศตวรรษที่ 16 - 17 ดินแดนจังหวัดสุพรรณบุรีก็ไม่ร้างราผู้คนไปแต่อย่างใด หากได้ปรากฏร่องรอยชุมชนโบราณและศาสนสถานที่ได้รับอิทธิพลศิลปกรรมของเขมร หลายแห่ง ที่สำคัญคือ เนินทางพระ ในเขตอำเภอสามชุก ซึ่งได้พบศาสนสถานในพุทธศาสนาแบบมหายาน จนกระทั่งในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 18 - ต้นพุทธศตวรรษที่ 19 จึงได้ปรากฏชื่อรัฐอิสระในนาม "สุพรรณภูมิ" ขึ้น โดยมีศูนย์กลางอยู่ในบริเวณที่เป็นตัวจังหวัดสุพรรณบุรีในปัจจุบัน

จากการศึกษาร่องรอยจากภาพถ่ายทางอากาศบริเวณตัวจังหวัดสุพรรณบุรีใน ปัจจุบัน ปรากฏร่องรอยเมืองโบราณที่มีคูน้ำและกำแพงเมืองล้อมรอบเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืน ผ้าอยู่ริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณบุรีให้เห็นอย่างชัดเจน ซ้อนทับอยู่บนเมืองรุ่นแรก ที่มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ทั้งสองฝั่งแม่น้ำสุพรรณบุรี สันนิษฐานว่าเมืองรุ่นแรกนี้เองที่รู้จักกันในนาม สุพรรณภูมิ ซึ่งเป็นเมืองร่วมสมัยกับสุโขทัย เมืองนี้ดำรงฐานะเป็นเมืองอิสระจนถึงสมัยอยุธยาตอนต้น เมื่อสมเด็จพระนครินทราธิราชแห่งราชวงศ์สุพรรณภูมิเสด็จขึ้นครองราชย์ ณ กรุงศรีอยุธยา จึงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าอ้ายพระยาพระราชโอรสพระองค์แรกมาครองเมืองสุพรรณภูมิ เมืองนี้จึงมีฐานะเป็นเมืองลูกหลวงของกรุงศรีอยุธยา เชื่อว่าในสมัยนี้เองที่เมืองนี้ถูกลดขนาดลงเหลือเพียงฝั่งตะวันตกของแม่น้ำ สุพรรณบุรี และเมื่อกรุงศรีอยุธยาทำสงครามกับพม่า เมืองนี้ก็มีฐานะเป็นเมืองหน้าด่านรับศึกพม่าด้วย จนในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิจึงได้โปรดฯ ให้รื้อกำแพงเมืองนี้ลงเสียเพื่อป้องกันไม่ให้พม่ายึดเป็นฐานตีกรุงศรี อยุธยาได้

(จากหนังสือโบราณคดีและประวัติศาสตร์ เมืองสุพรรณบุรี)
เขมชาติ เทพไชย: ผู้แต่ง/ผู้แปล/ผู้เรียบเรียง

 


ที่ตั้งเมืองสุพรรณบุรี ที่สร้างขึ้นในสมัยอู่ทองนั้น ตั้งอยู่ทางตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณบุรี (ท่าจีน) ยังมีคูและกำแพงเมืองปรากฏอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ แต่ตัวเมืองในปัจจุบันตั้งอยู่ที่ตำบลท่าพี่เลี้ยงทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ  สันนิษฐานว่าคงย้ายมาเมื่อสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะในสมัยกรุงธนบุรีกำลังมีศึกพม่าเข้ามาประชิดติดพัน ยังไม่มีเวลาว่างที่จะทรงคิดในเรื่องการสร้างบ้านเมืองใหม่ขึ้น ในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ก็แสดงว่าเมืองที่ย้ายมาตั้งขึ้นใหม่นี้ ยังคงเป็นป่าเปลี่ยวอยู่ บ้านเรือนราษฎรก็มีแต่เฉพาะตามริมแม่น้ำเท่านั้น ลึกจากลำน้ำเข้าไปยังเป็นป่าอยู่แทบทั้งสิ้น ตามที่สุนทรภู่กวีเอกของไทยไปเที่ยวเมืองสุพรรณ ยังพรรณาไว้ในโคลงนิราศสุพรรณว่า "ได้พบเสืออยู่ในบริเวณเมืองสุพรรณบุรีนี้"

ค่าพิกัด GPS 14.495930, 100.119822

 


คติโบราณ "ห้ามมิให้เจ้านายเสด็จไปเมืองสุพรรณ"
ตั้งแต่สมัยโบราณมีคติถือกันโดยเคร่งครัดต่อกันมาว่า "ห้ามมิให้เจ้านายเสด็จไปเมืองสุพรรณ" แต่จะห้ามมาแต่ครั้งใดและด้วยเหตุผลประการใดนั้นไม่มีผู้สามารถจะตอบได้ จนกระทั่งถึงต้นรัชกาลที่ 5 ก็ยังคงถือกันเป็นประเพณีอยู่เช่นนี้เรื่อยมา เมื่อสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย จะเสด็จไปตรวจราชการที่เมืองนี้ พระยาอ่างทองยังทูลห้ามไว้ โดยถวายเหตุผลว่า เทพารักษ์หลักเมืองไม่ชอบเจ้านาย ถ้าเสด็จไปมักจะทำให้เกิดอันตรายต่างๆ แต่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพไม่ทรงเชื่อ ทรงขืนเสด็จไปเมืองสุพรรณบุรีเป็นพระองค์แรก เพื่อจะทรงตรวจราชการที่เมืองนี้ ควรจะช่วย เหลือให้ความสะดวกอย่างไร หรือควรทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นอย่างไร ไม่ใช่การไปทำความชั่ว เทพารักษ์ประจำเมืองคงจะไม่ให้โทษเป็นแน่ เมื่อเสด็จกลับจากตรวจราชการครั้งนั้นแล้ว ก็ไม่ทรงได้รับภยันตรายประการใด เจ้านายพระองค์อื่นทรงเห็นเช่นนั้นก็ทรงเลิกเชื่อถือคติโบราณ และเริ่มเสด็จประภาสกันต่อมาเนืองๆ
ครั้นเมื่อ พ.ศ. 2447 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสเมือง สุพรรณอีกครั้งหนึ่ง ตั้งแต่นั้นเป็นมาก็ไม่มีผู้ใดพูดถึงคติที่ห้ามเจ้านายมิให้เสด็จไปเมือง สุพรรณอีกเลย ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อมีการปกครองมณฑลเทศาภิบาล เมืองสุพรรณก็รวมอยู่ในมณฑลนครชัยศรี ซึ่งประกอบด้วย เมืองนครชัยศรี สุพรรณบุรี และสมุทรสาคร ในปี พ.ศ. 2438 จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2456 มีการเปลี่ยนชื่อเมืองมาเป็นจังหวัด เมืองสุพรรณบุรีจึงเป็นจังหวัดสุพรรณบุรี ตั้งแต่นั้นมา ...

 


ต้นไม้ประจำจังหวัดสุพรรณบุรี ........ต้นมะเกลือ
เป็นไม้มงคลที่ได้รับพระราชทานจาก สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ พระราชทานเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2537 เพื่อให้พสกนิกรชาวสุพรรณบุรีนำมาปลูกเป็นสิริมงคล
ต้นมะเกลือเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง มีความสูงประมาณ 8-15 เมตรบางต้นที่มีความสมบูรณ์มากอาจสูงถึง 30 เมตร ลักษณะลำต้นตรง เรือนยอดเป็นพุ่มกลม กิ่งอ่อนมีขนนุ่มทั่วไป แตกกิ่งก้านสาขาทุกส่วนของลำต้น เปลือกนอกเป็นสีดำขรุขระ
ประโยชน์ของต้นมะเกลือมีมากมาย และใช้ประโยชน์ได้ทั้งต้น คือ ลำต้นใช้ทำไม้ถือกบ (กบใสไม้) ทำเครื่องตกแต่บ้าน ผลมะเกลือใช้ย้อมผ้า ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ เปลือกใช้ผสมเครื่องดื่มพื้นเมืองบางชนิดเพื่อกันบูด

ดอกไม้ประจำจังหวัด.........สุพรรณิการ์
เป็นต้นไม้ผลัดใบสูง 7-15 เมตร กิ่งก้านคดงอ ใบรูปหัวใจ แผ่นใบแยกเป็น 5 แฉก ขอบใบเป็นคลื่น ดอกเป็นช่อออกกระจายที่ปลายกิ่ง บานทีละดอก ดอกเหลืองมีกลิ่น กลีบบาง เกสรสีเหลือง รังไข่มีขน ผลกลมเมื่อแก่แตก 3-5 พู ภายในมีเมล็ดรูปไตสีน้ำตาล หุ้มด้วยปุยขาวคล้ายปุยฝ้าย ออกดอกเกือบตลอดปี ดอกดกมาก ราวกุมภาพันธ์-เมษายน มีถิ่นกำเนิดในอินเดียทางตะวันตกเฉียงเหนือของภูเขาหิมาลัย และเป็นไม้พื้นเมือง ของพม่าด้วย ในศรีลังกามักปลูกบริเวณพระอุโบสถ เป็นดอกไม้บูชาพระ ในเมืองไทยทางเหนือ เรียกว่า ฝ้ายคำ

 


แผนที่อำเภอ จังหวัดสุพรรณบุรี

จังหวัดสุพรรณบุรี มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 5358 ตารางกิโลเมตร
แบ่งการปกครองออกเป็น 10 อำเภอ ได้แก่
อำเภอเมืองสุพรรณบุรี
อำเภอบางปลาม้า
อำเภอศรีประจันต์
อำเภอดอนเจดีย์
อำเภออู่ทอง
อำเภอเดิมบางนางบวช
อำเภอด่านช้าง
อำเภอหนองหญ้าไซ
อำเภอสองพี่น้อง
อำเภอสามชุก

อณาเขตติดต่อ
ทิศเหนือ ติดต่อกับ จังหวัดชัยนาท และจังหวัดอุทัยธานี
ทิศใต้ ติดต่อกับ จังหวัดนครปฐม
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ จังหวัดอ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และสิงห์บุรี
ทิศตะวันตก ติดต่อกับ จังหวัดกาญจนบุรี


ค่าพิกัด GPS 14.495930, 100.119822
 

วัดพระรูป สุพรรณบุรี

สถานที่ท่องเที่ยว จังหวัดสุพรรณบุรี

ร้านอาหาร ของกิน จังหวัดสุพรรณบุรี

รีสอร์ท โรงแรม ที่พัก จังหวัดสุพรรณบุรี

คำขวัญแต่ละอำเภอ

คำขวัญอำเภอ
เมืองสุพรรณบุรี

หลวงพ่อโตคู่บ้าน
แหล่งตำนานขุนช้างขุนแผน
ดินแดนพระผงสุพรรณ
โบราณสถานวัดสนามชัย
ไหว้ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง
ลือเลื่องปลาสลิดดอนกำยาน
หอคอยบรรหารงามสง่า
วังมัจฉาวัดพระนอน
 

คำขวัญอำเภอสามชุก
หลวงพ่อมุ่ยลือนาม
หลวงพ่อดำศักดิ์สิทธิ์
ท่าจีนคือชีวิต
แหล่งผลิตเกษตรกรรม
วัฒนธรรมร่วมใจ
ธารน้ำใสบึงระหาร

คำขวัญอำเภอศรีประจันต์
เสียงเหน่อน่าฟัง   
โด่งดังพระเครื่อง
เมืองนักปราชญ์  
ตลาดเก่าบ้านท่านเจ้าคุณ
แหล่งบุญเจดีย์พระธาตุ  
พระพุทธบาทจำลอง
ถิ่นร้องอีแซว   
แห้วจีนมันหวาน
หมู่บ้านควายไทย  
สวนพืชไร้ดิน
“คือถิ่นศรีประจันต์”

คำขวัญอำเภอด่านช้าง
เขื่อนกระเสียวลือนาม
ธรรมชาติงามล้ำ
วัฒนธรรมตะเพินคี่
อุทยานดีสนสองใบ

คำขวัญอำเภอ
เดิมบางนางบวช

พระอาจารย์ธรรมโชติลือนาม
อุทยานงามบึงฉวาก
ของฝากผ้าทอมือ
เลื่องลืองานยกธง
สลักไผ่ตงท่าช้าง
เขานมนางเรื่องเล่า
หัวเขาเทโวดัง

คำขวัญอำเภอสองพี่น้อง
ชื่อมีคนน้อย
อร่อยปลาหมำ
เลิศล้ำพระสงฆ์
หลวงพ่อโหน่งพระเครื่อง
รุ่งเรืองนาไร่
พระใหญ่โลกรู้
เสภาชั้นครู
อู่น้ำอู่ปลา
ราชินีนักร้อง
สองพี่น้องบ้านเรา

คำขวัญอำเภอหนองหญ้าไซ
ดินแดนหม่อนไหมงามหรู
เฟื่องฟูไม้ผลงามสะพรั่ง
มั่งคั่งโคนม
อุดมข้าวขาวดอกมะลิ

คำขวัญอำเภอดอนเจดีย์
ดอนเจดีย์ แดนยุทธหัตถี
อนุสาวรีย์วีรกรรม
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

คำขวัญอำเภออำเภออู่ทอง
แหล่งรอยพระพุทธบาท
เกียรติประกาศเรื่องทอผ้า
เจ้าพ่อพระยาจักร
ถิ่นรักไทยทรงดำ
ถ้ำเสือพระดี
มีคอกช้างดิน
ถิ่นเก่าน้ำตก
มรดกเมืองอู่ทอง

คำขวัญอำเภอบางปลาม้า
เกษตรกรรมล้ำหน้า
เพิ่มคุณค่าผลิตภัณฑ์และอาหาร
แหล่งวัฒนธรรมยืนนาน
สืบสานคุณภาพชีวิต

 


 

 

 

 

 

 

 

 

Link ที่น่าสนใจ

วิพากษ์ประวัติศาสตร์
https://www.facebook.com/WipakHistory/posts/1122729231123879/

ชมรมนักโบราณคดี(สมัครเล่น)เมืองสุพรรณ

ภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองสุพรรณ (สุพรรณบุรีเมื่อวันวาน)

สุพรรณบ้านเรา
https://www.facebook.com/groups/342109829270734/

 

Last modified: 13/09/19

จังหวัดสุพรรณบุรี Suphanburi | สถานที่ท่องเที่ยว | ที่พัก-รีสอร์ท | ร้านอาหาร แผนที่ | การเดินทาง | Other