จังหวัดสุพรรณบุรี
สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดสุพรรณบุรีโรงแรม ที่พัก รีสอร์ท จังหวัดสุพรรณบุรีร้านอาหารในจังหวัดสุพรรณบุรีรวมแผนที่จังหวัดสุพรรณบุรีการเดินทางสู่จังหวัดสุพรรณบุรีเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจในจังหวัดสุพรรณบุรีรวมภาพถ่ายจังหวัดสุพรรณบุรี

เล่าเรื่องเมืองสุพรรณ
ประเพณี - เรื่องน่ารู้
นิทาน - ตำนาน
ไหว้พระเก้าวัด
กิจกรรมสนุกสนาน
ของฝากน่าซื้อ
เว็บไซด์ที่เกี่ยวข้อง
รวมภาพถ่ายสุพรรณ
โปรแกรม-โรงละครฯ

 

 


 

สำเนียงเสียง "เหน่อ"
จุดเด่นของความเป็นคนสุพรรณ เป็นที่รู้กันดีว่าเป็นสำเนียงพูด คนสุพรรณไปอยู่ที่ใหนก็ตาม ผู้คนทั่วไปจะรู้ได้ไม่ยากนัก จากสำเนียงเสียง "เหน่อ" แต่...ช่างน่าเศร้าใจ ที่คนทั่วไปมักจะเห็นว่าสำเนียงเสียงเหน่อของคนสุพรรณนั้น ฟังแล้วชวนขบขัน เขาหาว่าคนสุพรรณบ้านนอก โง่ เซ่อ เฉิ่ม เชย เลยได้เป็นแค่คนรับใช้ในหนังในละคร
เสียงเหน่อของคนสุพรรณนั้น นักวิชาการระบุว่าน่าจะเป็นสำเนียงหลวง เป็นสำเนียงดั้งเดิมของคนไทย เพราะเจ้าเมืองสุพรรณเคยเป็นกษัตริย์ครองกรุงศรีอยุธยา ได้อพยพผู้คนจากสุพรรณบุรี ไปอยู่ที่ราชธานีศรีอยุธยาด้าย  ภาษาที่ใช้ในราชสำนักสมัยนั้น จึงน่าจะเป็นภาษาที่คนสุพรรณพูดจาอยู่เดิม เมื่อสิ้นอยุธยา ราชธานีย้ายมาอยู่ที่กรุงธนบุรีและพระนคร ก็มีคนจีนจำนวนมากมาตั้งหลักแหล่งทำมาค้าขายกัน ทำให้ภาษาคนกรุงที่เคยเป็นสำเนียงสุพรรณก็เพี้ยนผันปนกับสำเนียงจีน กลายเป็นสำเนียงคนบางกอกไป
เสียงเหน่อสุพรรณที่ยังฝังแน่นกับคนพื้นถิ่น บางคนหาว่าน่าขบขัน แท้จริงนั้นเป็นสำเนียงของความเป็นไทย เป็นเสน่ห์เป็นความจริงใจ ที่จะไม่ลบเลือนไปจากหัวใจ และวิถีของคนสุพรรณ

สุพรรณบุรีเป็นเมืองนักร้องลูกทุ่ง เป็นเมืองวรรณคดี และยังเป็นเมืองประวัติศาสตร์ซึ่งมีหลักฐานทางโบราณคดียืนยันมากมาย นอกจากเป็น เมืองนักร้อง เมืองในวรรณคดี และเมืองประวัติศาสตร์แล้ว ยังเป็นเมืองที่คนพูดสำเนียง "เหน่อ" ได้มาตรฐานอีกด้วย เรื่องนี้ถ้าไม่เชื่อคงต้องไปถาม "บุญชู" แต่ถ้าจะให้เข้าใจถึงรากเหง้าของเสียงเหน่อแล้ว สุจิตต์ วงษ์เทศ แห่งนิตยสารรายเดือนศิลปวัฒนธรรมเคยอธิบายไว้ว่า เสียงเหน่อสุพรรณเป็นสำเนียงในราชสำนัก อย่างน้อยก็ตั้งแต่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา หลักฐานที่นำมายืนยัน ก็คือเสียงพากย์โขน เพราะโขนเกิดในสมัยกรุงศรีอธุยาและต้องใช้เสียงเหน่อตามแบบฉบับสุพรรณ เท่านั้นถึงจะพากย์ได้ลงตัว สำเนียงอื่นๆไม่อาจพากย์โขนได้ไพเราะอย่างเด็ดขาด
        สำเนียงท้องถิ่นในประเทศไทยมีมากมายหลายสำเนียง ผู้ที่มีภูมิลำเนาคนละจังหวัดมักมีสำเนียงพูดที่แตกต่างกัน สำเนียงสุพรรณเป็นสำเนียงหนึ่งที่รู้จักโดยทั่วไป อาจกล่าวได้ว่าบรรดาสำเนียงต่างๆในภาษาไทย สำเนียงสุพรรณเป็นสำเนียงที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุด แต่เท่าที่ผ่านมาสำเนียงสุพรรณมักถูกกล่าวถึงในทางลบเป็นส่วนใหญ่ คือคนต่างถิ่นมักเห็นว่าสำเนียงสุพรรณเหน่อ และมักหัวเราะอย่างขบขันเมื่อได้ยินสำเนียงนี้ ผศ.ดร.ม.ร.ว.กัลยา ติงศภัทย์ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้สนใจศึกษาค้นคว้าสำเนียง ท้องถิ่นต่างๆในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำเนียงในภาคกลาง อาจารย์กัลยามีความเห็นว่าสำเนียงสุพรรณเป็น สำเนียงที่มีความไพเราะ หาสำเนียงอื่นเปรียบเทียบได้ยาก
       สุจิตต์ วงษ์เทศ ได้เขียนถึงสำเนียงสุพรรณไว้ในหนังสือ
สุพรรณบุรี  400 ปี ยุทธหัตถี ในหัวข้อเรื่องว่า คนสมัยนี้ว่า "เหน่อ" แต่คนสมัยอยุธยาว่า "สำเนียงหลวง" โดยกล่าวถึงความเป็นมาว่า ชนชาติที่จีนโบราณเรียกว่า "สยาม" มาก่อนก็คือ แคว้นสุพรรณภูมิหรือสุพรรณบุรีนั่นเอง ฉะนั้น จากข้อความดังกล่าว เราอาจกล่าวได้ว่าสุพรรณบุรี คือที่มาแห่งคำว่า
สยาม ที่เราเรียกใช้ประเทศไทยมาจนถึงรัตนโกสินทร์นี้

ตามประวัติศาสตร์กษัตริย์เชื้อสายสุพรรณบุรี คือสมเด็จพระนครินทราธิราชหรือเจ้านครอินทร์ ทรงเป็นผู้ที่สามารถควบคุม กรุงศรีอยุธยา ไว้ในอำนาจอย่างเด็ดขาด ทำให้เมืองสุพรรณถูกลดความสำคัญลง เพราะกษัตริย์ราชวงศ์สุพรรณบุรี ย้ายศูนย์กลางไปอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา หลักฐานทางวรรณกรรม ที่เห็นชัดคือนิทานพื้นบ้านเรื่องขุนช้างขุนแผน ที่มีกำเนิดในดินแดนแคว้นสุพรรณภูมิ ก็แพร่หลายเข้าไปในกรุงศรีอยุธยาด้วย กรุงศรีอยุธยาตั้งแต่สมัยสมเด็จ พระศรีนครินทราธิราช มีความเจริญรุ่งเรืองทางการค้ามาก ยุคนี้เองที่ได้ชื่อว่า อาณาจักรแห่งสยาม อย่างแท้จริง
       เราไม่สามารถบอกได้อย่างแน่นอนว่าคนกรุงศรีอยุธยามีสำเนียงพูดเหมือนคนกรุงเทพหรือไม่ เพราะสมัยนั้นไม่มีเครื่องบันทึกเสียงและคน กรุงศรีอยุธยา ก็มีหลายกลุ่มหลาย เผ่าพันธ์ แต่สำเนียงหลวงในราชสำนักน่าจะใกล้เคียงกับสำเนียง เหน่อ แบบสุพรรณ เพราะสังเกตได้จาก ร่องรอยพากษ์และเจรจาโขน เป็นพยานอยู่ เหตุที่เจรจาโขนมีสำเนียงเช่นนี้ ก็เพราะราชสำนักอยุธยาพูดจาในชีวิตประจำวันด้วยสำเนียงอย่างนั้น เมื่อโขนเป็นการละเล่นศักดิ์สิทธิ์ในราชสำนัก การสืบทอดจะต้องรักษาขนบธรรมเนียมสำคัญของสมัยโบราณเอาไว้ให้มากที่สุด ปัจจุบันกรมศิลปากรก็ยังพากษ์และเจรจาโขนด้วยสำเนียงดั้งเดิม เป็นสำเนียงหลวงสมัยกรุงศรีอยุธยา
      สำเนียงสุพรรณมีเสียงวรรณยุกต์ส่วนใหญ่เป็นเสียงวรรณยุกต์เปลี่ยนระดับ จึงมีเสียงขึ้นๆลงๆทำให้เสียงเด่นขึ้น บางลักษณะมีระดับเสียงอยู่ในช่วงสูง ทำให้สำเนียงสุพรรณอยู่ไปในช่วงสูง จากลักษณะดังกล่าวทำให้สำเนียงสุพรรณนี้มีความไพเราะ

       สำเนียงสุพรรณเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่าของชาวสุพรรณบุรีที่ควรอนุรักษ์เพื่อรักษาไว้ ที่ต้องต่อสู้เพราะในบรรดาสำเนียงท้องถิ่นต่างๆ สำเนียงสุพรรณเหมือนจะถูก ดูถูกดูแคลนและถูกหาทางกำจัดมากที่สุดทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงก็มีการสอนเด็กๆ ชาวสุพรรณให้เลิกใช้ สำเนียงท้องถิ่น ส่วนทางอ้อมเกิดขึ้นเมื่อผู้ฟังแสดงอารมณ์ ขันเมื่อได้ยินสำเนียงสุพรรณ หรือกำหนดบทบาท ให้ผู้พูดสำเนียงสุพรรณในละคร หรือวรรณกรรม มักเป็นคนรับใช้ที่ทำอะไรผิดๆถูกๆ ทำให้ผู้พูดสำเนียงสุพรรณเกิดปมด้อย สำเนียงของสื่อมวลชน ที่เป็นสำเนียงมาตรฐานสื่อสารสู่ชาวสุพรรณบุรี ทำให้เยาวชนสุพรรณบุรีเกิดค่านิยมที่ผิด คิดว่าพูดสำเนียงสุพรรณเป็นคนโบราณไม่ทันสมัย
        ด้วยเหตุผลทั้งทางประวัติศาสตร์และภาษาศาสตร์ สำเนียงสุพรรณนับเป็นสมบัติอันล้ำค่าควรแก่การภาคภูมิใจยิ่งนัก และเป็นที่น่ายินดีว่าวรรณกรรมในยุคปัจจุบันหลายเรื่อง ที่เผยแพร่ทางสื่อมวลชนได้สะท้อนให้สังคมเห็น ว่าบุคคลที่พูดสำเนียงสุพรรณนั้นเป็นบุคคลที่ทรงคุณค่า ทั้งด้านปัญญาและคุณธรรม ชาวสุพรรณหวังว่าสำเนียงสุพรรณจะคงอยู่เป็นเพชรประดับวัฒนธรรมภาษาไทย และเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของ คนสุพรรณไปชั่วนิรันดร

ที่มา: http://province.m-culture.go.th/suphanburi/soundsuphan.html


สำนวน ช้างป่าต้น…คนสุพรรณ
ช้างป่าต้น…คนสุพรรณเป็นสำนวนไทยเก่าแก่ยกกล่าวขึ้นเทียบเคียงชาวสุพรรณครั้งอดีต ในลักษณะว่ามีคุณสมบัติดุจเดียวกับช้างป่าต้น

ถาวร สิกขโกศล ผู้เชี่ยวชาญวรรณกรรมได้สอบค้นที่มาและความหมายของคำว่า "ป่าต้น" พบเค้าความในโคลงนิราศสุพรรณของสุนทรภู่ว่า

บูราณท่านว่า
น้ำป่าต้นคนสุพรรณ
แดนดินถิ่นที่สูวรรณ
ผิวจึ่งเกลี้ยงแจ้ว
สำคัญ
ผ่องแผ้ว
ธรรมชาติมาศเอย
แจ่มน้ำคำสอน

และยังพบความในเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนพรรณนาชมสัตว์ในป่าตอนหนึ่งว่า
ชาติเชื้อเนื้อเกิดในป่าต้น เอกทันต์ทอกทนต์พินายหลาม
ได้ข้อสรุปว่า ป่าต้น น่าจะหมายความถึงป่าของหลวงห้ามมิให้ผู้อื่นมาจับล่าทำร้ายสัตว์

ช้างป่าต้น คือ ช้างป่าของหลวง ล้วนเป็นช้างตระกูลที่ดีเลิศ คนสุพรรณได้ชื่อว่าเป็นถิ่นคนดีมีความรู้อยู่มาก จึงมีสำนวน นำมาเทียบกับช้างป่าต้น ดังเช่นที่มีกล่าวในสำนวนแต่ครั้งโบราณมา

กลอนในเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนจมื่นศรีกราบทูลเรื่องการตามจับขุนแผนต่อพระพันวษา มีความตอนหนึ่งว่า

ได้ยกกองทัพขับพลไป
ถึงตำบลไม้ไทรสาขา
ยังห่างป่าต้นพ้นมา
ขุนช้างชี้ว่าตรงนี้
จึงยกต่อไปในพนา
จนถึงป่าห้วยจระเข้สามพัน

กลอนตอนนี้แสดงว่า ป่าต้นอยู่ในบริเวณอู่ทอง

"ป่าต้น" เมื่อดูตามคำบรรยาย (ในเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน) อีกทั้งชื่อสถานที่ที่มีอยู่ในปัจจุบันแล้ว น่าจะอยู่ในบริเวณที่เป็นตำบลอู่ทอง ตำบลยุ้งทลาย และตำบลจระเข้สามพัน ซึ่งมีลำน้ำจระเข้สามพันเป็นแนวอยู่ด้วย เพราะปรากฏตามคำให้การของจมื่นศรีสรรักษ์กราบทูลสมเด็จพระพันวษาว่า ตามไปพ้นตำบลป่าต้นแล้วไปสุดเอาที่ห้วยจระเข้สามพัน (บริเวณนั้นก็มี
คอกช้างดิน จะเกี่ยวกันไหม?) จึงพบขุนแผนกับนางวันทอง

เหตุที่ป่าต้นอยู่ในจังหวัดสุพรรณบุรี และเป็นแหล่งช้างชั้นเยี่ยม จึงเปรียบคนสุพรรณได้กับช้างป่าต้น อุปมาเป็นเลิศเหนือช้างถิ่นอื่นฉันใด อุปไมยก็เป็นเลิศเหนือคนถิ่นอื่นฉันนั้น


สำนวน โค ขะ ละ สุ
โค ขะ ละ สุ มาจากโคลงสุภาษิตโบราณบทหนึ่งที่ว่า

ละคร ในโคลงบทนี้หมายถึงนครศรีธรรมราช
 
อันนี้หมายถึง โคราช เขมร นครศรีธรรมราช สุพรรณ
ที่มาของสำนวนนี้น่าจะมาจาก
4 หัวเมืองนี้เป็นใหญ่แต่โบราณ เมื่อใดที่ อยุธยาอ่อนแอ มีการเปลี่ยนแผ่นดิน
4 หัวเมืองก็จะถือโอกาส ไม่ขึ้นกับ อยุธยาทุกครั้ง
เขาเลย ว่า 4 หัวเมืองนี้ ไว้ใจไม่ได้


สำนวนบราณ อาหารเด่นๆ แต่ละอำเภอ
“น้ำตาลสามชุก  ปลาดุกบางปลาม้า  ปลาร้าสองพี่น้อง  อู่ทองเห็ดฟาง  เดิมบางหน่อไม้  แห้วหัวใหญ่ศรีประจันต์  แตงโมหวานมันดอนเจดีย์  กะหล่ำปลีด่านช้าง”


 



นิราศสุพรรณ
เพลงอีแซว
สำเนียงเสียง "เหน่อ"
ไทยพวน และ พิธีกำฟ้า
ช้างป่าต้น คนสุพรรณ
ตลาดท่าช้าง
วงศ์อู่ทอง-วงศ์สุพรรณบุรี

 


Last modified: 22/08/14
Copy  Right © 2545

จังหวัดสุพรรณบุรี | สถานที่ท่องเที่ยว | ที่พัก-รีสอร์ท | ร้านอาหาร แผนที่ | การเดินทาง | Other | Suphan Gallery