จังหวัดสุพรรณบุรี
สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดสุพรรณบุรีโรงแรม ที่พัก รีสอร์ท จังหวัดสุพรรณบุรีร้านอาหารในจังหวัดสุพรรณบุรีรวมแผนที่จังหวัดสุพรรณบุรีการเดินทางสู่จังหวัดสุพรรณบุรีเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจในจังหวัดสุพรรณบุรีรวมภาพถ่ายจังหวัดสุพรรณบุรี
นิทานเมืองสุพรรณ
นิทาน สองพี่น้อง บางแม่หม้าย
  นานมาแล้วมีพี่น้องสองคนกำพร้าพ่อและแม่ มีบ้านอยู่ชิดติดคลองใหญ่ สองพี่น้องเป็นคนที่มีความขยัน สร้างฐานะจนมีสมบัติมากมาย แต่ยังขาดผู้ที่จะมาเป็นภรรยา ครั้นได้ทราบข่าวว่ามีสาวงามลูกเศรษฐีใหญ่ ที่บ้านท่าตลาด จึงให้แม่สื่อไปสืบดู แม่สือกลับมารายงานว่าเป็นดั่งคำเล่าลือจริง พี่น้องทั้งสองรู้สึกยินดียิ่งนัก ให้แม่สือไปสู่ขอ ฝ่ายเศรษฐีเห็นว่าสองพี่น้องมีความขยันหมั่นเพียร จึงตอบตกลง



สองพี่น้องได้จัดขบวนขันหมากขึ้นเรือสำเภาแล่นขึ้นเหนือ ในขบวนก็มีทั้งดนตรี พ่อครัวทำอาหาร ร้องเล่นสีซอกันสนุกสนาน เรียกย่ายนั้นว่า บางซอ และที่ใกล้ๆกันเรียก สีสนุก แต่เหตุไม่คาดฝันก็เก็ดขึ้น เกิดลมพายุฝนฟ้ากระหน่ำพัดเรือสำเภาล่มลง เรียกว่า สำเภาทลาย ต่อมาเปลี่ยนเป็น สำเภาทอง หลังสำเภาล่มผู้คนใหว้น้ำเข้าฝังแต่สองพี่น้องถูกจระเข้คาบว่ายทวนน้ำขึ้นเหนือ มาทางบ้านท่าตลาด สาวสองพี่น้องลูกเศรษฐีเห็นดั่งนั้นก็ตกใจ วิ่งตามจระเข้นั้นไปจนสุดทางที่จะตามได้ เรียกว่า วัดสุด  นางทั้งสองเดินไปด้วยความอ่อนล้าจนเดินไม่ใหวทรุดตัวลงนั่ง เรียกที่นั้นว่า โคกนางอ่อน จนถึงอีกวัดหนึ่งชื่อ วัดโพนางเศร้า ตอนหลังเปลี่ยนเป็น วัดโพนางเซา จนในที่สุดก็มาพบศพของสองพี่น้องและได้สร้างวัดชื่อวัดศพ ต่อมาเปลี่ยนเป็น วัดประสบสุข ส่วนสองสาวกลับบ้านท่าตลาด ก็เปลี่ยนเป็น บางแม่หม้าย ส่วนบ้านที่สองพี่น้องอยู่ก็คือ สองพี่น้อง จนถึงทุกวันนี้
   อีกทางหนึ่งก็ว่าเดิมบ้านท่าตลาดเป็นหมู่บ้านของเศรษฐี แต่เกิดสงคราม ชายในหมู่บ้านถูกเกณฑ์ไปรบ และล้มตายเกือบหมด เหลือเพียงเด็ก ผู้หญิง และคนแก่จึงเรียกกันต่อมาว่า บางแม่หม้าย


สองพี่น้อง บางซอ สีสนุก สำเภาทอง บางแม่หม้าย


โบราณกาลนานมานั้นคราหนึ่ง มีเค้าซึ่งเกี่ยวเนื่องกับเรื่องของ

อำเภอหนึ่งนานมีสองพี่น้อง มีลำคลองลัดผ่านหมู่บ้านไป

เดิมเป็นพงดงอ้อและแกบแขม ถัดเข้าไปไผ่แซมปิดป่าใหญ่

มีโขลงช้างหากินแถวถิ่นไพร มีช้างใหญ่อย่สองพี่น้องกัน

สองหัวหน้าพาโขลงตะโคลงเที่ยว เลาะลัดเลี้ยวพงอ้อกอแขมคั่น

ท่องหากินถิ่นนี้ทุกวี่วัน จนทางนั้นเซาะสึกลึกเป็นคลอง

หนทางช้างทางนี้เป็นที่รู้ ว่าไปสู่คงคาท่าจีนล่อง

น้ำซึมผ่านนานหนักทะลักนอง เข้าสู่ล่องทางลึกไหลคลี่คลัน

จึงเรียก คลองสองพี่น้อง หมู่บ้านจึงเรียกห้องนามคลองนั่น

เพราะสองสาร ชาวบ้านย่านเก่าเคยเล่ากัน ว่าเบื้องบรรพ์มีตำนานเล่าขานมา

อีกเรื่องหนึ่งนั้นว่ามีสองพี่น้อง อยู่แนวตามคลองตามนิทานเล่าขานว่า

สองลำบากยากเข็ญเป็นกำพร้า เพราะแม่พ่อมรณามาแต่เยาว์

ทั้งพี่น้องสองรักสมัครมั่น ทนทุกข์ยากบากบั่นขยันเฝ้า

หาเสบียงเลี้ยงตัวไม่มัวเมา จนสร้างเหย้าสร้างยุ่งเรืองรุ่งมา

เมื่อมั่งมรศรีสุขทุกสถาน  ก็สร้างบ้านใกล้ชิดสนิทหน้า

ทั้งสองไซร้ยังไม่มีศรีภรรยา ต่างหันมาประณีประนอมแต่งพร้อมกัน

ส่งแม่สื่อชื่อดังไปฟังข่าว พวกสาวสาวทรัพย์อุดมสวยคมสัน

แม่สื่อทั้งหญิงชายแยกย้ายกัน เยี่ยมเขตขัณฑ์สืบข่าวดู

แม่สื่อชายทวนขึ้นส่วนเหนือ ก็เล่นเรือล่องคงคาลิ่วมาสู่

ยังขึ้นสองน้องพี่ชี้ให้รู้ ว่าสาวอยู่ท่าตลาดสวยบาดใจ

ทั้งยังเป็นพี่น้องท้องท้องเดียวกัน สมควนหมั่นยิ่งมิตรพิศมัย

เศรษฐีพี่น้องลำพองใจ จัดผู้ใหญ่ไปขอม่รีรอ

แล้วตกล่องปล่องชิ้นวางสินทรัพย์ เหลือจะนับเพราะทั้งสองเป็นเศรษฐี

กำหนดวันวิวาห์หาฤกษ์ดี ประเพณีอย่างไรจัดไปนา

จึงพี่น้องสองชายก็คลายเหงา ทั้งสองเฝ้าเยี่ยมสาวหลายคราวถ้า

เดือนใดไม่ได้เยี่ยมเกรียมอุรา หัวใจพากรุ้มกลัดรับนัดวัน

มิช้าครันวันวิวาห์ก็มาถึง แขกเหรื่อซึ่งเชิญมากันหนานั่น

ลอยนาวาแน่นเอี้ยดเบียดเสียดกัน ปากครองสองพี่น้องนั้นอนาเนือง

เรือสำเภาทอดขันหมากทอดสมอ ใบเรือทอสีทองอร่ามเหลือง

สมพี่น้องเป็นเศรษฐี เป็นศรีเมือง คนหนุนเนื่องขึ้นสำเภาไม่เบาครัน

เรือรีบร่อนถอนสมอชะลอเล่น ทวนขึ้นแดนเหนือโห่โห่ฮิ้วลั่น

สำเภาใช้ใบเหลือลำเขื่องนั้น ค่อยฝ่าฟันกระแสครื่นโครมครืนคระไล

สองข้างฝั่งสะพรั่งพลิ้วด้วยทิวพฤกษ์ ชลาลึกคลื่นกลบตลบไล่

มโหรีสีซอขับคลอไป พ่อครัวใหญ่ยกอาหารเจือจานคน

ทั้งเหล้ายาปลาปิ้งหลายสิ่งแท้ ต่างเมาแปล้พุงกลางระหว่างหน

เสียงซอสีมี่ก้อทั่วท้องชล นามตำบลนี้จึงอ้างชื่อบางซอ

สำเภาใหญ่คระไลมาในวารี เสียงเภรีปี่ชวาและม้าล้อ

ชิงฉับกรับโทนโยนไม่ยอ ผสานซอสีเร่งบรรเลงครัน

มโหรีสนุกเป็นสุขแสน จึงเรียกแดนสีสนุกในยุกนั้น

จากบางซอก็ไม่ห่างกันไกล สามสิบห้าเส้นเท่านั้นกล่าวกันไว้

แล่นชะลอต่อมาไม่ช้านัก คนก็ชักวุ้นวายเมามายใหญ่

เริ่มร้องรำทำเพลงไม่เกรงใคร สนุกจริงวิ่งกันไขว้ห้ามไม่ฟัง

ในบัดดลบนนภาซึ่งจ้าแจ่ม กลับมืดแถบเสียงพายุเดือดดุคลั่ง

ฟ้าก็แวบแปลบเปลี้ยงสำเนียงดัง พิรุณหลั่งลงมาเหมือนฟ้าทลาย

สำเภาใหญ่ในบัดนี้หนีไม่พ้น พายุโหมเอาสำเภาส่าย

คนทั้งสยองยิ่งทั้งหญิงชาย วิ่งวุ่นวายหนักเข้าสำเภาเอียง

คนกราบซ้ายย้ายมากราบขวาทรุด คนลิ่วหลุดจากนาวาเซ่งซ่าเสียง

สยดสยองก้องกรีดหวีดสำเนียง ดาดฟ้าเกลี้ยงเกลือดคนกลาชลธาน

สำเภาล่มจมทลายลับสายสินธุ์ คนดักดิ้นกระเดือกว่ายวุ่นวายพร่าน

จระเข้ขบดิ้นสิ้นลมปราณ อลม่านเหลือคณาในสาคร

บริเวณสำเภาล่มจมสลาย เรียกว่าสำเภาทลาย อนุสรณ์

แล้วปรับเปลี่ยนเพี้ยนความนามกร มายอกย้อนเรียกเอาสำเภาทอง

เพื่อให้คล้องจองตามข้อความเล่า ว่าสำเภาใบเหลืองลอออ่อง

จึงเรียกใหม่ให้เป็นทำนอง ให้เพราะพ้องเรือสุวรรณไปทันที

ส่วนพี่น้องสองคนว่ายวนมา ตะเข้คาบเอวว่ายวนเร็วรี่

ทวนขึ้นมาท่าตลาดอนาถฤดี สองสาวพี่น้องยลแล้วจนใจ

ได้แต่วิ่งตามติดประชิดฝั่ง จนกระทั่งเหนื่อยยิ่งวิ่งไม่ไหว

ตะเข้รุดสุดสายตาแสนอาลัย ทรุดลงในที่นั่นขวัญกระจาย

อนุสรณ์ซึ่งอุบัติคือวัดสุด สายตานุชสอดมองสองหนุ่มหาย

นัยน์ตาเบ่งกระเจิงจอนอ่อนใจกาย ขันหมายหม้ายสองบังอร เข่าอ่อนครัน

จึงได้ชื่อโคกงามนามกร โคกนางอ่อน ก็คือตอนนางอ่อนนั่น

ไปอีกโขถึง วัดโพธิ์นางเศร้า นั้น ปัจจุบันนามอ้างโพนางเซา

ในที่สุดรุดไปจนได้พบ เศษซากศพพี่น้องทั้งสองเน่า

น่าสงสารทั้งสองจำต้องเอา สองศพเผาตรงที่พบประสบกัน

จึงอุบัติวัดศพคนนพไหว้ แล้วเปลี่ยนไปจากเดิมคิดเสริมสรร

เป็นวัดประสบสุขนามยุคนั้น ความหมายมันเลยเปลี่ยนผิดเพี้ยนไป

ส่วนเจ้าสาวพี่น้องทั้งสองเศร้า กลับยังเหย้าบ้านท่าตลาดใหญ่

บัดนี้เปลี่ยนเป็น บางแม่หม้าย ไป ก็พอได้นิทานโบราณคดี

อีกนัยหนึ่งซี่งอ้างบางแม่หม้าย กระทาชายทั่วหน้าทุกครที่

ศึกประชิดเขตขัณฑ์สุพรรณบุรี ก็เกณฑ์ชายฉกรรจ์ที่นี่ทุกทีไป

หนุ่มจำนวนหลากหลาย ล้มตายบ่อย เหลือเด็กน้อยคนชรา ไม่ยาใส้

ส่วนแม่หม้ายสาวแก่ เหลือแหล่ไซด์ กระทั้งได้เปลี่ยนนามตามเหตุการณ์

เดิมบ้านนี้เรียกว่าบ้านท่าตลาด ประชาราษฎร์ล้วนเศรษฐีมีหลักฐาน

ชายถูกเกณฑ์บ่อยครันประจันบาล ตายเกลี้ยงบ้านกลายเป็น บางแม่หม้าย ไป
 

..... จบบริบูรณ์ .....

" นิทานย่านสุพรรณ "
โดย สุภร ผลชีวิน ผู้ตรวจการสหกรณ์ สุพรรณบุรี (ปี 2522 - 2526)

กลับไปหน้า รวม ตำนาน-นิทาน เมืองสุพรรณ


ตำนานที่สอง เล่าว่า
   ในป่าแห่งหนึ่งต้นป่าคงอยู่แถวๆอู่ทอง มีช้างโขลงหนึ่งหากินอยู่ จ่าโขลงมีสองเชือกเป็นพี่น้องกัน ต่อมาแหล่งน้ำที่เคยใช้ดื่มกินอยู่ประจำคงจะเกิดแห้ง ช้างทั้งสองจึงต้องนำโขลงของมันเดินทางลัดเลาะลงมาหาน้ำกินถึงลำน้ำใหญ่ คงจะเป็นแม่น้ำท่าจีน เส้นทางที่ช้างทั้งสองนำโขลงช้างเดินไปมาอยู่ประจำ ได้ถูกน้ำกัดเซาะจนกลายสภาพมาเป็นคลอง มีลักษณะคดเคี้ยวมาก ไหลลงสู่แม่น้ำท่าจีนเรียกว่า “ คลองสองพี่น้อง “ ตามช้างพี่น้องสองเชือกดังกล่าว หมู่บ้านนั้นจึง ชื่อ “ สองพี่น้อง “ ไปด้วย
   บางคนก็เล่าว่า เพราะมีช้างสองเชือก ลงมาเล่นน้ำในลำคลองนั้นเสมอ และเข้าใจว่าช้างสองเชือกเป็นพี่น้องกัน จึงเรียกคลองนั้นว่า “ คลองสองพี่น้อง"

ตำนานที่สาม เล่าว่า
   พี่น้องสองคนสร้างวัดแข่งกันอยู่คนละฝั่งคลอง วัดหนึ่งคือวัดท่าจัด ที่ตำบลบางพลับ อีกวัดคือวัดโคกเหล็ก ( ปัจจุบันเป็นวัดร้าง) คลองนั้นจึงเรียกว่า “ คลองสองพี่น้อง"
น่าสนใจทุกตำนานทีเดียวนะครับ นี่แหละครับภูมิปัญญาชาวสุพรรณของเรา


อ.พิสูจน์ ใจเที่ยงกุล

 

รวม ตำนาน-นิทาน
เมืองสุพรรณ

ขุนช้าง-ขุนแผน
ท่าตาจวง
กำมะเชียร
นิทานบ้านเก้าห้อง
สองพี่น้อง บางแม่หม้าย
บ้านยุ้งทลาย
นิทานบ้านสามชุก
ย่างนกเขา-กับห่าเมืองอู่ทอง
นิทานกระเหรี่ยงตะเพินคี่
ต้นตาลน้อยกว่าเมืองเพชรบุรี
วังตาเพชร
ลายเพชร-พลายบัว
บ้านพลูหลวง
วัดสำปะซิว
เขาชานหมาก
บ้านทึง


 


Last modified: 15/08/14
Copy  Right © 2545

จังหวัดสุพรรณบุรี | สถานที่ท่องเที่ยว | ที่พัก-รีสอร์ท | ร้านอาหาร แผนที่ | การเดินทาง | Other | Suphan Gallery