จังหวัดสุพรรณบุรี
สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดสุพรรณบุรีโรงแรม ที่พัก รีสอร์ท จังหวัดสุพรรณบุรีร้านอาหารในจังหวัดสุพรรณบุรีรวมแผนที่จังหวัดสุพรรณบุรีการเดินทางสู่จังหวัดสุพรรณบุรีเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจในจังหวัดสุพรรณบุรีรวมภาพถ่ายจังหวัดสุพรรณบุรี
นิทานเมืองสุพรรณ

คติโบราณ "ห้ามมิให้เจ้านายเสด็จไปเมืองสุพรรณ"

   ตั้งแต่สมัยโบราณมีคติถือกันโดยเคร่งครัดต่อกันมาว่า "ห้ามมิให้เจ้านายเสด็จไปเมืองสุพรรณ" แต่จะห้ามมาแต่ครั้งใดและด้วยเหตุผลประการใดนั้นไม่มีผู้สามารถจะตอบได้ จนกระทั่งถึงต้นรัชกาลที่ 5 ก็ยังคงถือกันเป็นประเพณีอยู่เช่นนี้เรื่อยมา เมื่อสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย จะเสด็จไปตรวจราชการที่เมืองนี้ พระยาอ่างทองยังทูลห้ามไว้ โดยถวายเหตุผลว่า เทพารักษ์หลักเมืองไม่ชอบเจ้านาย ถ้าเสด็จไปมักจะทำให้เกิดอันตรายต่างๆ

แต่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพไม่ทรงเชื่อ ทรงขืนเสด็จไปเมืองสุพรรณบุรีเป็นพระองค์แรก เพื่อจะทรงตรวจราชการที่เมืองนี้ ควรจะช่วย เหลือให้ความสะดวกอย่างไร หรือควรทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นอย่างไร ไม่ใช่การไปทำความชั่ว เทพารักษ์ประจำเมืองคงจะไม่ให้โทษเป็นแน่ เมื่อเสด็จกลับจากตรวจราชการครั้งนั้นแล้ว ก็ไม่ทรงได้รับภยันตรายประการใด เจ้านายพระองค์อื่นทรงเห็นเช่นนั้นก็ทรงเลิกเชื่อถือคติโบราณ และเริ่มเสด็จประภาสกันต่อมาเนืองๆ

   ครั้นเมื่อ พ.ศ. 2447 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสเมือง สุพรรณอีกครั้งหนึ่ง ตั้งแต่นั้นเป็นมาก็ไม่มีผู้ใดพูดถึงคติที่ห้ามเจ้านายมิให้เสด็จไปเมือง สุพรรณอีกเลย ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อมีการปกครองมณฑลเทศาภิบาล เมืองสุพรรณก็รวมอยู่ในมณฑลนครชัยศรี ซึ่งประกอบด้วย เมืองนครชัยศรี สุพรรณบุรี และสมุทรสาคร ในปี พ.ศ. 2438 จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2456 มีการเปลี่ยนชื่อเมืองมาเป็นจังหวัด เมืองสุพรรณบุรีจึงเป็นจังหวัดสุพรรณบุรี ตั้งแต่นั้นมา ...

นิทานที่ ๔ เรื่องห้ามไม่ให้เจ้าไปเมืองสุพรรณ

มีคติโบราณถือกันมาแต่ก่อนว่าห้ามมิให้เจ้านายเสด็จไปเมืองสุพรรณบุรี จะห้ามมาแต่เมื่อใด ห้ามเพราะเหตุใด ถ้าเจ้านายขืนเสด็จไป จะเป็นอย่างไร สืบสวนก็ไม่ได้ความเป็นหลักฐาน เป็นแต่อ้างกันต่างๆ ว่า เพราะเทพารักษ์หลักเมืองไม่ชอบเจ้า เกรงจะทำอันตรายบ้าง ว่ามีอะไรเป็นอัปมงคลอยู่ที่เมืองสุพรรณ เคยทำให้เจ้านายที่เสด็จไปเสียพระจริตบ้าง แต่เมื่อมีคติโบราณห้ามอยู่อย่างนั้น เจ้านายก็ไม่เสด็จไปเมืองสุพรรณ เพราะไม่อยากฝ่าฝืนคติโบราณหรือไม่กล้าทูลลา ด้วยเกรงพระเจ้าอยู่หัวจะไม่พระราชทานอนุญาตให้ไป อย่างไรก็ตามไม่ปรากฏว่าเจ้านายพระองค์ไหนได้เคยเสด็จไปเมืองสุพรรณ จนมาตกเป็นหน้าที่ของฉันที่จะเป็นผู้เพิงถอนคตินั้น ดูก็ประหลาดอยู่

เมื่อ พ.ศ.๒๔๓๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดให้ฉันเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ในปีนั้นฉันออกไปตรวจหัวเมืองต่างๆ ทางฝ่ายเหนือ ตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาขึ้นไปถึงเมืองพิษณุโลก สวรรคโลก สุโขทัย เมืองตาก แล้วกลับลงมาทางเมืองกำแพงเพชร มาประจบทางขาขึ้นที่เมืองนครสวรรค์ แล้วล่องลงมาถึงเมืองอ่างทอง หยุดพักอยู่ ๒ วัน สั่งเจ้าเมืองกรมการให้หาม้าพาหนะ กับคนหาบหามสิ่งของเพื่อจะเดินทางบกไปเมืองสุพรรณบุรี เวลานั้นพระยาอินทรวิชิต (เถียร) เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง แกได้รับราชการในกรมมหาดเล็กแต่ในรัชกาลที่ ๔ เคยอุ้มฉันมาเมื่อยังเป็นเด็ก จึงคุ้นกันสนิทกว่าขุนนางที่เป็นชาวหัวเมือง แต่สังเกตดูแกไม่เต็มใจจะให้ฉันไปเมืองสุพรรณ ........

........... แต่แกไม่นิ่ง ออกจากฉันแกไปหาพระยาวรพุทธิโภคัย ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ในราชการที่ไปกับฉันไปถามว่า "นี่ในกรมท่านไม่ทรงทราบหรือว่าเขาห้ามไม่ให้เจ้านายเสด็จไปเมืองสุพรรณ ทำไมเจ้าคุณไม่ทูลห้ามปราม" พระยาวรพุทธิฯ ก็เห็นจะออกตกใจ มาบอกฉันตามคำที่พระยาอ่างทองว่า ฉันสั่งพระยาวรพุทธิฯ ให้กลับไปถามพระยาอ่างทองว่า ห้ามเพราะเหตุใดแกรู้หรือไม่ พระยาอ่างทองบอกมาว่า "เขาว่าเทพารักษ์หลักเมืองสุพรรณไม่ชอบเจ้านาย ถ้าเสด็จไปมักทำให้เกิดภัยอันตราย" ...............

............. เพราะเทพารักษ์หลักเมืองสุพรรณไม่ชอบเจ้านาย ฉันคิดว่าเทพารักษ์มีฤทธิ์เดชถึงสามารถจะให้ร้ายดีแก่ผู้อื่นได้ จะต้องได้สร้างบารมีมาแต่ชาติปางก่อน ผลบุญจึงบันดาลให้มาเป็นเทพารักษ์ศักดิ์สิทธิ์ถึงเพียงนั้น ก็การสร้างบารมีนั้นจำต้องประกอบด้วยศีลธรรมความดี ถ้าปราศจากศีลธรรมก็หาอาจจะเป็นเทพารักษ์ศักดิ์สิทธิ์ได้ไม่ เพราะฉะนั้นฉันเห็นว่า เทพารักษ์หลักเมืองสุพรรณคงอยู่ในศีลธรรม รู้ว่าฉันไปเมืองสุพรรณเพื่อจะทำนุบำรุงบ้านเมือง ให้ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุขยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน คงจะกลับยินดีอนุโมทนาด้วยเสียอีก ไม่เห็นว่าน่าวิตกอย่างไร พระยาอ่างทองจนถ้อยคำสำนวนก็ไม่ขัดขวางต่อไป .......


...... เมืองสุพรรณเป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่งในทางโบราณคดี แต่จะรอเรื่องนั้นไว้พรรณนาในนิทานเรื่องอื่น จะพรรณนาว่าแต่ด้วยของบางอย่างอันมีที่เมืองสุพรรณแปลกกับบรรดาเมืองอื่นๆ บรรดาได้เคยเห็นมาแต่ก่อน คืออย่างหนึ่งมีศาลเจ้ามากกว่าที่ไหนๆ หมด จะไปทางไหนๆ ในบริเวณเมือง เป็นแลเห็นศาลเจ้าไม่ขาดสายตา เป็นศาลขนาดย่อมๆ ทำด้วยไม้แก่นมุงกระเบื้องก็มี ทำแต่ด้วยไม้ไผ่มุงจากก็มี ล้วนมีผ้าแดงหรือผ้าสีชมพูห้อยไว้เป็นเครื่องหมาย สังเกตเพียงตรงที่จวนเจ้าเมือง มีศาลเจ้ารายรอบถึง ๔ ศาล อาการส่อว่าชาวเมืองสุพรรณเห็นจะกลัวเกรงเจ้าผีเป็นนิสัยสืบกันมาช้านาน ที่เรียกว่าเจ้าผีนั้นต่างกับเทพารักษ์ บอกอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ เทพารักษ์ คือ เทวดาที่บุญพามาอยู่ประจำพิทักษ์รักษาอาณาเขตแห่งใดแห่งหนึงให้อยู่เย็นเป็นสุข แต่เจ้าผีนั้นคือมนุษย์ที่สิ้นชีพไปแล้ว ผลกรรมทำให้ต้องท่องเที่ยวเป็นผีอยู่ยังไม่สามารถไปถือกำเนิดใหม่ได้ ถ้าผีไม่ชอบใจใครก็อาจจะทำร้ายให้เดือดร้อนรำคาญ เพราะฉะนั้นคนจึงกลัวผี ถ้าเชื่อว่าแห่งใดเป็นที่มีผีสิงอยู่ก็ต้องเอาใจผี เช่น ปลูกศาลให้สำนักและเซ่นวักเรียกว่า "เจ้า" มิให้ผีเบียดเบียน บางทีที่กล่าวกันว่าเทพารักษ์หลักเมืองสุพรรณบุรีดุร้าย จะเกิดแต่ชาวสุพรรณเอาคติเจ้าผีไปปนกับเทพารักษ์ก็เป็นได้ ......


..... ตั้งแต่ฉันไปถึงเมืองสุพรรณครั้งนั้นแล้ว เจ้านายก็เริ่มเสด็จไปเที่ยวเมืองสุพรรณ แม้ตัวฉันเองต่อมาก็ชอบไปเมืองสุพรรณ ได้ไปอีกหลายครั้ง เมื่อรัชกาลที่ ๕ ฉันได้รับราชการเป็นตำแหน่งผู้จัดการเสด็จประพาสมาแต่ยังเป็นอธิบดีกระทรวงธรรมการ เมื่อมาเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยได้บังคับบัญชาการตามหัวเมืองหน้าที่นั้นก็ยิ่งสำคัญขึ้น เพราะสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงใคร่จะทอดพระเนตรการปกครองหัวเมืองที่จัดใหม่ ต้องคิดหาที่เสด็จประพาสถวายทุกปี ปีหนึ่งฉันกราบทูลเชิญเสด็จประพาสเมืองสุพรรณบุรี กล่าวว่า "ฉันก็นึกอยากไป แต่ว่าไม่บ้านะ" ฉันกราบทูลว่า "ข้าพระพุทธเจ้าไปเมืองสุพรรณหลายปีแล้ว ก็ยังรับราชการสนองพระเดชพระคุณอยู่ได้" ทรงพระสรวลตรัสว่า "ไปซิ" ......

....... ตั้งแต่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง เสด็จประพาสเมืองสุพรรณแล้ว ก็ไม่มีใครพูดถึงคติที่ห้ามเจ้านายมิให้เสด็จไปเมืองสุพรรณ เดี๋ยวนี้คนที่รู้ว่าเคยมีคติเช่นนั้นก็เห็นจะมีน้อยตัวแล้ว จึงเขียนนิทานโบราณคดีเรื่องนี้ไว้มิให้สูญไปเสีย


......... นอกจากนี้ยังปรากฏในตำนานท้องถิ่นว่า ผู้มีศักดิ์คนหนึ่งได้อธิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในเมืองสุพรรณว่า ถ้ากู้บ้านกู้เมืองได้ จะยกเมืองสุพรรณบุรีเป็นราชธานี ท่านผู้นั้นได้เลยไปพักค้างคืนที่วัดเซิงหวายนี้ (นามเดิมของวัดกุฎีทองเมืองสุพรรณ ) กลางคืนนอนกรนเสียงไพเราะเหมือนเสียงดนตรี เจ้าอาวาสวัดทำนายว่าจะได้เป็นกษัตริย์ ท่านผู้นั้นจึงบอกว่าถ้าเป็นจริงจะนำเสลี่ยงทองคำมาให้ และสร้างกุฎีทองคำให้ ปรากฏว่าท่านผู้นั้นได้เป็นกษัตริย์จริง ด้วยความไม่เหมาะสมบางประการจึงใช้กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ทำให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในเมืองสุพรรณบุรีโกรธ โดยเฉพาะพระวิษณุที่ศาลหลักเมืองขว้างจักรไปกรุงศรีอยุธยาหมายสังหาร แต่จักรได้ปะทะกับต้นไม้ที่วัดหนึ่งเป็นรอยบากไปทั้งต้น ต่อมาจึงเรียกวัดนี้ว่าวัดกงจักร (อยู่เหนือวัดกุฎีทองประมาณ ๑๐๐-๒๐๐ เมตรแค่นั้น) ซึ่งเป็นที่มาของคติที่ห้ามเจ้าไม่ให้มาเมืองสุพรรณบุรีอีกเหตุผลหนึ่ง

จาก "สุพรรณบุรีเมืองโบราณ เอกสารเชิงวิเคราะห์จากหลักฐานทางโบราณคดี" โดย นวลพรรณ ยิ้มยวน รร.กรรณสูตศึกษาลัย สุพรรณบุรี, ๒๕๔๓


คติความเชื่อ "ปูนเถ้าก๋ง" ในวัฒนธรรมจีน กลุ่มชาวจีนเมืองนี้ยังได้ขยายประเพณีความเชื่อนี้ให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมเมืองสุพรรณ กำหนดประเพณีบวงสรวงศาลหลักเมืองหรือ "ปูนเถ้าก๋ง" ขึ้นเป็นการประจำปีในทุกวันที่ ๑๘ เดือน ๗ หลังวันสารทจีนตามปฏิทินจีน เรียกว่า งานทิ้งกระจาด เป็นคติพุทธมหายาน ถือเป็นการเจริญเมตตาธรรมแก่ดวงวิญญาณที่ล่วงลับไปแล้ว มีการน้ำเครื่องอุป-บริโภคแจกจ่ายเป็นทานแก่ผู้ยากจน ชาวเมืองสุพรรณได้ปฏิบัติประเพณีนี้อย่างต่อเนื่องนับแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์จนถึงปัจจุบัน .........

หนังสือ "เมืองสุพรรณ บนเส้นทางการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ พุทธศตวรรษที่ ๘ – ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๕" โดย วารุณี โอสถารมย์ สนพ. ม.ธรรมศาสตร์ ๒๕๔๗


ประวัติขององค์เทพารักษ์หลักเมืองสุพรรณบ้าง ว่ามีที่มาอย่างไร ก็มีเล่ากันหลายกระแส เป็นตำนานทั้งนั้นครับ

"...... ตามประวัติว่าเจ้าพ่อหลักเมืองลอยมาติดตลิ่ง ชาวบ้านมาชักลากเท่าใดก็ไม่ยอมขึ้น ต้องทำพิธีบวงสรวง จึงอัญเชิญขึ้นมาแล้วสร้างศาลเจ้าเล็กๆ ให้ประดิษฐาน ........ พระวิษณุทั้งสององค์คงประดิษฐานอยู่ ณ ที่ตรงริมตลิ่งนั้นเอง กาลเวลาผ่านไปนับร้อยพันปี ศาลที่ประดิษฐานชำรุดทรุดโทรม จึงพังหล่นลงไปริมตลิ่งจมน้ำมานานอีกนับเป็นร้อยๆ ปี กว่าจะมีผู้พบในระยะหลังนี้ ......"

จากหนังสือ "ประวัติหลวงพ่อโตวัดจำปา" อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี นายมนัส โอภากุล

................

อันนี้เป็นอีกตำนานหนึ่งครับ

"....... สำหรับประวัติความเป็นมาขององค์เจ้าพ่อหลักเมือง คนเก่าแก่เล่าให้ฟังว่า ท่านลอยน้ำมาพักที่ริมตลิ่งวัดพระนอน ชาวบ้านอธิษฐานอัญเชิญ ท่านก็ไม่ยอมขึ้น (ใช้แรงคนยกไม่ไหว) ลอยมาถึงตลิ่งวัดกุฎีสงฆ์ ชาวบ้านก็ทำพิธีอัญเชิญขึ้นมาประดิษฐานที่ศาลเจ้าเล็กๆ ริมตลิ่ง กาลเวลาผ่านไปเป็นร้อยๆ ปี ศาลชำรุดทรุดโทรมพังหล่นไปจากตลิ่งจมน้ำ ต่อมาอีกนานนับร้อยปีจนมีผู้พบในระยะหลัง และเปลี่ยนศาลใหม่มาอยู่ในที่ปัจจุบันซึ่งอยู่ริมคลองผ่านไปลาดตานวล ถึงลำน้ำท่าว้าได้ในอดีต ........."

จาก สุพรรณบุรีเมืองโบราณฯ โดย นวลพรรณ ยิ้มยวน ๒๕๔๓
 


"....... เทวรูปที่หลักเมืองสุพรรณนั้น เหมือนกับที่มีอยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานเพียงทำทรง "หมวกเติ๊ก" แทนชฎา แต่มิใช่เป็น Fine Art อย่างที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์สถาน ดูฝีมืออยู่ข้างจะหยาบด้วยซ้ำไป ที่หม่อมฉันทูลขนาดสูงสัก ๓ ศอกนั้นก็เห็นจะเกินไป จะสูงเพียงสัก ๒ ศอก ถ้ามีเศษก็ไม่มากนัก รูปพระวิษณุเช่นนั้นมีที่เมืองสุพรรณถึง ๓ องค์ อยู่ที่ศาลหลักเมืองสุพรรณ ๒ องค์ อีกองค์หนึ่งอยู่ที่ "ท่าพระยาจักร" อันเป็นท่าเรือของเมืองอู่ทอง ครั้งแรก เห็นเทวรูปวางหงายอยู่กับแผ่นดิน แต่คนในท้องถิ่นก็บูชาอยู่แล้ว หม่อมฉันแนะนำให้เขาทำศาลและยกเทวรูปขึ้นตั้งเข้าใจว่ายังเป็นศาลอยู่จนทุกวันนี้ ข้อที่มีเทวรูปอย่างเดียวกันอยู่ที่ศาลหลักเมือง ๒ องค์ ทิ้งอยู่ที่ท่าน้ำเมืองอู่ทององค์ ๑ ชวนให้เห็นว่าเทวรูปที่ศาลหลักเมืองจะย้ายเอามาจากที่อื่น จึงมี "ซ้อนขึ้น" เป็น ๒ องค์ องค์ที่เมืองอู่ทองก็คงคิดจะย้ายเอามาเมืองสุพรรณ แต่เมื่อเอาลงมาถึงท่า จะมีเหตุขัดข้องอย่างใดเกิดขึ้นเลยงด เทวรูปจึงวางค้างอยู่ที่ท่าดังหม่อมฉันไปเห็นเมื่อครั้งแรก ที่จะทำศาลาหลักเมืองสุพรรณใหม่นั้น หม่อมฉันคิดเกรงอยู่อย่างเดียวแต่เงินทุนจะไม่พอทำให้ดีได้ดังพระดำริ .......

(สาส์นสมเด็จ กรมดำรงฯ ล.๑๑, ๒๕๐๔ ลว.๒๕ มี.ค.๗๙)


........ เจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรี เป็นเทวรูปสลักด้วยหินศิลาสีเขียวติดกับผนัง มี ๒ องค์ ในรูปพระวิษณุ หรือพระนารายณ์สี่กร สวมหมวกทรงกระบอก

สำหรับประติมากรรมพระนารายณ์สวมหมวกทรงกระบอก รุ่นแรกพบที่เมืองตะกั่วป่า พังงา และเมืองศรีเทพ เพชรบูรณ์ แต่อยู่ในรูปลอยตัว ต่างกับเทวรูปหินของอินเดียที่มักเป็นรูปนูนจากผนัง ประติมากรรมสวมหมวกทรงกระบอกเก่าแก่ที่สุด เป็นรูปนูนจากผนังของกษัตริย์ปัลละวงศ์ ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๒ ที่เมืองมัลลปุรัมในอินเดียตอนใต้ ซึ่งราชวงศ์นี้ครองอยู่ราว พ.ศ.๗๐๐-๑๔๐๐ ไมเคิล ไรท์ กล่าวว่า คำว่า "ปัลลวะ" มาจาก Pahlai ในภาษาอิหร่านมีนิทานว่าบรรพบุรุษของปัลลวะ คือชาวอิหร่านที่เข้ามาครั้งมหาภารตยุทธ์ ได้นางนาคเป็นภรรยา ต่อมาได้ครองอินเดียใต้ กษัตริย์ราชวงศ์นี้จึงนิยมสวมมุงกุฎทรงกระบอกแบบชาวอิหร่าน ไทยอู่ทองติดต่อกับปัลลวะมาตั้งแต่สมัยทวาราวดี ใช้ตัวหนังสือของปัลลวะในรูปของภาษาเขียน (บาลี สันสกฤต และมอญโบราณ) ประติมากรรมพระนารายณ์คงเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๒ โดยเป็นรูปเทวเคารพของชาวอินเดียที่เข้าติดต่อค้าขาย ไทยอู่ทองที่นับถือศาสนาพราหมณ์ก็คงจะรับเป็นรูปเคารพไปด้วย

ต่อมาถึง พ.ศ.๑๓๐๐ มงกุฎทรงกระบอกก็หายไป กลายเป็นทรงมงกุฎอย่างที่รู้จักกันแพร่หลาย ในสมัยหลังๆ เช่น รูปสลักหินนูนต่ำพระนารายณ์ทรงเครื่อง ทรงมงกุฎพบที่เมืองกาญจิปุรัมในอินเดียใต้ ซึ่งไมเคิล ไรท์ ลงความเห็นว่า เทวรูปทวาราวดีในประเทศไทย ควรจะเข้ามาตั้งแต่ พ.ศ.๘๐๐-๑๐๐ ไม่ใช่ ๑๑๐๐-๑๒๐๐ ดังที่กำหนด เพราะเท่าที่พบก็แลดูสวยงามเหมือนผ่านพัฒนาการมาช้านาน

(จาก "สุพรรณบุรีเมืองโบราณฯ" โดย นวลพรรณ ยิ้มยวน, ๒๕๔๓)


หนังสือ สรุปผลการดำเนินงานของเครือข่ายวัฒนธรรมในจังหวัดสุพรรณบุรี ประจำปี ๒๕๔๕

ตรงนี้กล่าวถึง เจ้าพ่อพระยาจักร ก่อนว่า เป็นของศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองอู่ทอง เป็นเทวรูปที่ถือจักรอยู่ในมือ ทำด้วยหินสี่เหลี่ยม กว้างประมาณ ๑ เมตร สูง ๑.๕ เมตร หนา ๓๐ ซม. เป็นรูปสลักนูนนารายณ์สี่กร อยู่ในท่ายืน สวมหมวกคล้ายฤาษี หัตถ์ขวาบนทรงจักร หัตถ์ซ้ายบนทรงกริช หัตถ์ขวาล่างอยู่ในท่าท้าวสะเอว เทวรูปนี้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองมาแต่โบราณ ไม่มีผู้ใดทราบประวัติแน่นอน เมื่อประมาณ ๕๐ ปีก่อน อยู่ในตลาดท่าพระยาจักร และย้ายจากที่เดิมมาทางทิศตะวันออกประมาณ ๕๐ เมตรในปัจจุบัน ประดิษฐานอยู่ที่ศาล ตั้งอยู่บนฝั่งซ้ายของลำน้ำจระเข้สามพัน

อีกองค์หนึ่งคือ เจ้าพ่อจักรนารายณ์ ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระศรีสรรเพชญดาราม (วัดเขาพระ) ใกล้ที่ว่าการอำเภออู่ทองปัจจุบัน

ความศักดิ์สิทธิ์
๑. เมื่อคราวสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จมาตรวจราชการผ่านเมืองอู่ทอง และแวะพักแรมที่ดอนพลับพลา อำเภออู่ทอง พระองค์มิได้ไปแสดงความคารวะ ม้าที่นั่งจึงพยศ ต่อมาพระองค์เสด็จคารวะจึงหายอาการ
๒. เมื่อคราวไฟไหม้ที่ตลาดเก่า พอวันรุ่งขึ้นปรากฏว่าที่ท่อนแขนของเจ้าพ่อมีรอยไหม้


http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2007/08/K5760146/K5760146.html


 

กลับไปหน้า รวม ตำนาน-นิทาน เมืองสุพรรณ

 

รวม ตำนาน-นิทาน
เมืองสุพรรณ

ขุนช้าง-ขุนแผน
ท่าตาจวง
กำมะเชียร
นิทานบ้านเก้าห้อง
สองพี่น้อง บางแม่หม้าย
บ้านยุ้งทลาย
นิทานบ้านสามชุก
ย่างนกเขา-กับห่าเมืองอู่ทอง
นิทานกระเหรี่ยงตะเพินคี่
ต้นตาลน้อยกว่าเมืองเพชรบุรี
วังตาเพชร
ลายเพชร-พลายบัว
บ้านพลูหลวง
วัดสำปะซิว
เขาชานหมาก
บ้านทึง







 


Last modified: 28/04/15
Copy  Right © 2545

จังหวัดสุพรรณบุรี | สถานที่ท่องเที่ยว | ที่พัก-รีสอร์ท | ร้านอาหาร แผนที่ | การเดินทาง | Other | Suphan Gallery