จังหวัดสุพรรณบุรี
สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดสุพรรณบุรีโรงแรม ที่พัก รีสอร์ท จังหวัดสุพรรณบุรีร้านอาหารในจังหวัดสุพรรณบุรีรวมแผนที่จังหวัดสุพรรณบุรีการเดินทางสู่จังหวัดสุพรรณบุรีเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจในจังหวัดสุพรรณบุรีรวมภาพถ่ายจังหวัดสุพรรณบุรี

 

 

 

 

 


ร5 เสด็จประพาสต้น ปี 2447 2451 รศ 123 รศ 127

 

ล่องเรือตามรอยเสด็จประพาสต้น ร. 5
ย้อนรอยกวีเอกของโลกท่านสุนทรภู่

ล่องเรือตามรอยเสด็จประพาสต้น ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2447 (ร.ศ. 123) แวะไหว้พระ วัดบางยี่หน วัดที่รัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 ทรงแวะประทับเสวยพระกระยาหาร ภายในวัดยังปรากฎสิ่งของพระราชทานอีกหลายชิ้น ที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงได้พระราชทานไว้ให้แก่วัด ได้แก่ ปิ่นโต และเรือโบราณ ปิดท้ายโครงการด้วยการแวะไหว้พระ วัดแก้วตะเคียนทอง (ร5 ทรงแวะ ประทับเสวยพระกระยาหาร ครั้งเสด็จประพาสลำน้ำมะขามเฒ่า ปี ร.ศ.127 พ.ศ. 2451 และวัดศุขเกษม วัดที่มีชื่อเป็นมงคลแก่ชีวิต หมายถึง ทำให้ชีวิตมีความสุขเกษมเปรมปรีตลอดไป ด้วยการสักการะหลวงพ่อโต ปางป่าเลย์ไลก์ ในอุโบสถ และเป็นเส้นทางที่ท่านสุนทรภู่กวีเอก ใช้ล่องเรือเพื่อหาแร่ธาตุชนิดหนึ่งเมื่อ พ.ศ. 2374 ท่านได้แต่งโคลง นิราศสุพรรณ ณ ลำน้ำแห่งนี้


วัดบางยี่หน


ปิ่นโต และเรือโบราณ ที่ ร5 ได้พระราชทานไว้ให้แก่วัด

ค่าบริการ ท่านละ 99 บาท
ติดต่อจองล่วงหน้าได้ที่ โทร
080-073-7397


แผนที่เส้นทางเสด็จประพาสต้น ร.ศ. 123 (พ.ศ. 2447)

แผนที่ เสด็จประพาสต้น ครั้งที่ 1 ปี ร.ศ.123 พ.ศ. 2447

เสด็จประพาสต้น ครั้งที่ 1 ปี ร.ศ.123 พ.ศ. 2447
(14 กรกฎาคม-7 สิงหาคม พ.ศ. 2447)
http://www.thongthaem.org/index.php/articles/50/364--1-

http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=13225
http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2009/04/K7807738/K7807738.html

เสด็จประพาสต้น ครั้งที่ 2 ปี ร.ศ.125 พ.ศ. 2449
(27 กรกฎาคม-29 สิงหาคม พ.ศ. 2447)

http://www.sujitwongthes.com/wp-content/uploads/2012/11/kamphaengphet174-193.pdf

เสด็จประพาสลำน้ำมะขามเฒ่า ร.ศ.127 พ.ศ. 2451
(15-28 ตุลาคม 2451)
http://www.suphan.biz/prapaston2451.htm

เสด็จโดยทางรถไฟจนถึงเมืองนครสวรรค์ ขากลับล่องลงทางคลองมะขามเฒ่า (แม่น้ำท่าจีน) มาเมืองสุพรรณบุรี บ้านผักไห่ อ่างทอง แล้วเสด็จเข้าทางบางแก้ว เข้ากรุงเก่า ทรงบันทึกไว้ในพระราชหัตถเลขา เรื่องเสด็จประพาสลำน้ำมะขามเฒ่า เมื่อ พ.ศ.2451


การเสด็จประพาสต้น ครั้งที่ 1
ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5)
ในปี พ.ศ. 2447 (ร.ศ.123)

หรือที่เรียกกันว่า “การเสด็จประพาสต้น” เป็นการเสด็จเพื่อทรงพักผ่อนพระราชอิริยาบถตามคำแนะนำของหมอหลวง โดยใช้เรือพลับพลาพ่วงเรือไฟไป ถ้าจะประทับแรมที่ไหนก็จอดเรือพลับพลาประทับแรมที่นั่น ทรงต้องการเสด็จประพาสอย่างเงียบๆ โดยไม่ให้ราษฎรรู้จักพระองค์ จึงทรงมีพระราชดำริให้จัดกระบวนเรือที่เรียกกันว่า “กระบวนประพาสต้น” คือทรงเรือมาดเก๋งสี่แจวอย่างที่ข้าราชการใช้กันในขณะนั้น มีเรือประทุน 4 แจวเป็นเรือเครื่องครัว พ่วงเรือไฟเล็กไปเพียง 2 ลำ
การเสด็จครั้งนี้ มีพระบรมวงศานุวงศ์และเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ตามเสด็จอีกหลายพระองค์ เช่น พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.6 สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ฯลฯ

เส้นทางและสถานที่สำคัญในการเสด็จประพาสต้น
การเสด็จประพาสต้น ร.ศ. 123 (พ.ศ. 2447) เป็นการเสด็จทางชลมารคและทางรถไฟเป็นหลัก มีจุดเริ่มต้นจากพระราชวังบางปะอินเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2447 ผ่านจังหวัดปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพฯ ธนบุรี สมุทรสาคร ราชบุรี สมุทรสงคราม เพชรบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา กลับสู่บางปะอิน แล้วเสด็จโดยทางรถไฟกลับสู่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2447


2 สิงหาคม 2447 เสด็จประพาสคลองภาษี แล้วเสด็จมาประทับแรมที่บ้านสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี
......................................

ตามกำหนดเดิมกะว่าจะเสด็จถึงสองพี่น้องราวเวลาบ่ายสัก 2 โมง จะประพาสบ้านสองพี่น้องและบ้านบางลี่ในเย็นวันนั้น รุ่งขึ้นจะออกกระบวนจากสองพี่น้องแต่เช้าไปประทับแรมที่เมืองสุพรรณทีเดียว แต่เสด็จมาถึงเย็นเวลาไม่พอประพาส จึงต้องกะระยะทางแก้ใหม่ คือวันที่ 3 เช้าจะประพาสบ้านสองพี่น้องต่อ เวลากลางวันจะไปถึงเมืองสุพรรณไม่ได้ จะต้องจัดที่ประทับแรมกลางทางระหว่างสองพี่น้องกับเมืองสุพรรณอีกแห่งหนึ่ง รับสั่งให้กรมหลวงดำรงเสด็จไปเลือกและจัดที่สำหรับประทับแรม ฉันถูกมีหน้าที่ไปตามเสด็จกรมหลวงดำรง จึงได้ออกเรือล่วงหน้ามาแต่เช้ามืด กรมหลวงดำรงทรงเลือกเห็นที่วัดบางบัวทองเป็นที่สมควรดี ตกลงจะให้จัดที่ประทับแรมที่หน้าวัดนั้น

ฉันออกนึกหนักใจว่าเวลามีเพียงราว 8 ชั่วโมง ไม้ไล่ผู้คนและเครื่องมือก็ไม่มี จะทำอย่างไรจึงจะมีที่ประทับทันเสด็จ ฉันทูลถามกรมหลวงดำรง ท่านรับสั่งว่ามีมากันเท่านี้ก็ลองดูว่าจะทำได้อย่างไร มีรับสั่งให้เรียกประชุมอำเภอกำนันผู้ใหญ่บ้านพร้อมกัน แล้วรับสั่งว่า วันนี้เจ้านายของพวกเราจะเสด็จมาประทับแรมที่ตรงนี้ เราต้องช่วยกันแผ้วถางและทำสะพานที่จะจอดเรือพระที่นั่งให้ทันเสด็จ พวกแกและชาวบ้านแถวนี้ยังไม่ได้เคยรับเสด็จเลย และที่ยังไม่ได้เคยเห็นเจ้านายของพวกแกเองก็จะมีเป็นอันมาก ให้กำนันผู้ใหญ่บ้านไปเที่ยวป่าวร้องราษฎรในแถวนี้มาช่วยกันรับเสด็จพระเจ้าอยู่หัว มีมีดพร้าเครื่องมือให้เอามาด้วย ช่วยกันทำรับเสด็จสักทีจะได้หรือไม่ พวกกำนันผู้ใหญ่บ้านพากันรับอาสาแข็งแรง ต่างคนต่างติดตามเรียกลูกบ้าน และหาไม้ไล่มาทำการตามรับสั่ง ใน 2 ชั่วโมงมีคนมาช่วยทำงานสักสามสี่ร้อย ดูเต็มใจแข็งข้อที่จะทำการรับเสด็จด้วยกันทุกคน แม้แต่พวกผู้หญิงที่ไม่ได้ถูกขอแรงทำงาน ก็พากันมารับอาสาตั้งเตาหุงข้าวทำครัวเลี้ยงคนงาน ประเดี๋ยวมีคนเอาข้าวมาให้ ประเดี๋ยวมีใครเอาปลามาเติม ตลอดลงไปจนผักหญ้า หมากบุหรี่ ก็มีผู้เอามาช่วย กรมหลวงดำรงจะขอใช้เงินค่าเสบียงอาหารให้ก็ไม่มีใครยอมรับ ว่าอยากจะช่วยกันรับเสด็จ พอบ่าย 4 โมงการแล้วเสร็จ เลี้ยงกันเอิกเกริกสนุกสนานราวกับงานไหว้พระอย่างใหญ่ ใครได้เห็นแล้วก็ต้องยินดีด้วยเห็นได้ว่า ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินมีความสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าอยู่หัวเพียงใด

ส่วนข้างทางที่เสด็จนั้น ได้ยินว่าเสด็จไปประพาสข้างปลายคลองสองพี่น้อง จะประพาสที่ใดบ้างหาทราบไม่ ได้ความว่านายวงศ์ตะวันไปถูกหมากัด ประพาสคลองสองพี่น้องแล้วเสด็จมาพักทำครัวเย็นที่วัดบางสาม เมื่อทำครัวอยู่นั้นพวกเราใครตกเบ็ดได้ปลาเทโพตัว 1 ทราบว่าแกงเทโพนั้นอร่อยนัก แต่นายอัษฎาวุธเคราะห์ร้ายไปตกล่องที่วัดบางสามฟกช้ำไปหน่อยหนึ่ง เสด็จมาถึงที่ประทับวัดบางบัวทองเวลาประมาณสัก 2 ทุ่ม



วัดบางสาม ตำบล บางตะเคียน อำเภอ สองพี่น้อง จังหวัด สุพรรณบุรี 72110


วัดรางบัวทอง (วัดบางบัวทอง)

3 สิงหาคม 2447 เสด็จประพาสบ้านสองพี่น้อง เสวยพระกระยาหารเย็นที่ วัดบางสาม ประทับแรมหน้าวัดบางบัวทอง (ปัจจุบันคือวัดรางบัวทอง) จังหวัดสุพรรณบุรี ได้พระราชทานพระบรมฉายาทิสลักษณ์แก่วัดรางบัวทองเป็นราชานุสรณ์ด้วย เดิมพระบรมฉายาทิสลักษณ์อยู่ในวิหารเก่า แต่ปัจจุบันพระบรมฉายาทิสลักษณ์นั้นอยู่ในสภาพที่ไม่สมบูรณ์นัก จึงได้นำมาเก็บรักษาไว้
.................................................



 บ้านสุขุมาราม (บ้านยะมะรัชโช)


วัดแค

4 สิงหาคม 2447 เสด็จโดยกระบวนเรือไฟ ผ่านบางปลาม้า แล้วเสด็จต่อโดยเรือแจวไปถึงเมืองสุพรรณบุรี จอดเรือพระที่นั่งประทับที่สุขุมาราม (บ้านยะมะรัชโช)

..............................

ชื่อสุขุมารามที่เรียกกัน เรียกตามได้ยินรับสั่ง เห็นจะเป็นชื่อพระราชทาน ไม่ได้ยินพวกชาวสุพรรณเขาเรียก ความจริงนั้นที่ตรงนั้นเป็นบ้านเดิมของเจ้าคุณสุขุม ญาติวงศ์ของท่านยังอยู่หลายคน ได้พากันมารับเสด็จเฝ้าแทน ดูทรงพระกรุณามาก แต่คำว่าอารามๆ เคยได้ยินเป็นชื่อวัด นี่ทำไมจึงเอามาพระราชทานต่อท้ายชื่อบ้านเจ้าคุณ ข้อนี้ฉันตรองไม่เห็น

เสด็จเมืองสุพรรณคราวนี้เป็นที่น่าเสียดายอยู่อย่างหนึ่ง ด้วยไม่ถูกฤดูเหมาะ ในเวลานี้น้ำแม่น้ำยังน้อยจะไปเที่ยวทางเรือก็ขัดข้อง ส่วนทางบกฝนก็ตกพอแผ่นดินเป็นหล่มเป็นโคลน จะไปไหนก็ยาก เพราะฉะนั้นจึงเสด็จประพาสได้ใกล้ๆในบริเวณเมือง

..................................

แล้วเสด็จประพาสข้างเหนือน้ำ เสวยพระกระยาหารค่ำที่ วัดแค ประทับแรมที่เมืองสุพรรณ

มีเรื่องเล่าไว้ในหนังสือประวัติวัดที่เขียนขึ้นจากคำบอกเล่าสืบกันมาว่า ครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จมาประทับเสวยที่วัดแคนั้น ขรัวตากัน ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 3 ของวัด ทราบแว่วๆ มาว่าพระพุทธเจ้าหลวงจะเสด็จประพาสจังหวัดสุพรรณบุรี แต่ไม่ทราบหมายกำหนดการที่แน่นอน จึงสั่งการให้ปัดกวาดลานวัด จัดที่ประทับไว้บนกุฏิและทำซุ้มรับเสด็จที่ศาลาท่าน้ำด้วย แต่คอยแล้วคอยเล่าก็ไม่เห็นพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จมา มีเพียงชาย 3 คนที่บอกว่าตนเป็นมหาดเล็กมาบอกข่าวแต่แรกเท่านั้นที่นั่งคุยกับขรัวตากัน พร้อมทั้งรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อย และกลับไป

พอวันรุ่งขึ้น มหาดเล็กกลับมาหาขรัวตากันอีกครั้งเพื่อร่ำลา คราวนี้ขรัวตากันรู้สึกเอะใจ และนึกขึ้นได้ จึงรีบให้เด็กวัดเคาะระฆังเรียกพระมารวมกันที่ศาลาการเปรียญ แล้วสวดถวายพระพรส่งเสด็จพระพุทธเจ้าหลวงที่มาในนามของมหาดเล็กนั่นเอง หลังจากนั้นราว 4-5 เดือน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ก็โปรดให้ขรัวตากันเข้าเฝ้าที่กรุงเทพฯ เพื่อทรงสนทนาปราศัย พร้อมถวายเครื่องไทยทานหลายอย่าง เช่น ขันทองเหลือง ผ้าไตร ปิ่นโต ผ้าสังฆาฏิ ปักอักษรย่อ “จปร.” ตู้ใส่หนังสือ
(ดูเพิ่มเติม)



วัดบางยี่หน

5 สิงหาคม 2447 เสด็จทอดพระเนตรที่ว่าการเมืองสุพรรณบุรี วัดมหาธาตุ หลักเมือง และวัดป่าเลไลยก์ แล้วเสด็จโดยทางเรือล่องมาประทับแรมที่บางปลาม้า ทรงเรือพระที่นั่งเล็กประพาสทางใต้ ประทับเสวยพระกระยาหารค่ำที่วัดบางยี่หน

ตามประวัติกล่าวว่า วัดบางยี่หน ตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2350 เดิมชื่อ วัดบางชีหน ประมาณปี พ.ศ.2420 ได้เปลี่ยนแปลงชื่อวัดเป็น “วัดบางยี่หน” พระอุโบสถ สร้างเมื่อปี พ.ศ.2524 มีพระประธานในโบสถ์เป็นพระปางสะดุ้งมาร ศิลปะสุโขทัย สร้างเมื่อปี พ.ศ.2420
นอกจากนี้ ยังมีหอสวดมนต์ กุฏิสงฆ์ วิหาร สร้างเมื่อปี พ.ศ.2450 ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ ยาว ๗ วา ๒ ศอก สร้างเมื่อปี พ.ศ.2456 และวิหารหลวงพ่อขาว ประดิษฐานพระพุทธรูปปางสมาธิ ปัจจุบัน วัดบางยี่หน ตั้งอยู่ที่ ต.ตะค่า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี


6 สิงหาคม 2447 เสด็จโดยกระบวนเรือใหญ่ เข้าคลองบางปลาม้า คลองจระเข้ใหญ่ ถึงบ้านผักไห่ ประทับแรมที่บ้านหลวงวารี ทรงเรือเมล์ของหลวงวารีประพาสข้างเหนือน้ำ

.............................

ตั้งแต่เสด็จประพาสต้นคราว ร.ศ.123 แล้ว สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงยังเสด็จประพาสทำนองเดียวกันอีกหลายคราว บางทีเสด็จประพาสในจังหวัดกรุงเทพฯนี้เองบ้าง ประพาสตามมณฑลหัวเมืองบ้าง ครั้งหนึ่งใน ร.ศ.124 เสด็จขึ้นไปประพาสเมืองสระบุรี แล้วขึ้นมาทางลำแม่น้ำใหญ่ไปจนถึงเมืองกำแพงเพชร คราวนี้สนุกพอใช้ แต่พ่อประดิษฐ์ออกไปอยู่เสียหัวเมือง ฉันจึงไม่ได้จดหมายรายการบอกไปให้ทราบ อีกคราวหนึ่งใน ร.ศ.127 เสด็จประพาสเมืองนครสวรรค์ ขากลับล่องลงทางคลองมะขามเฒ่า มาเมืองสุพรรณบุรี บ้านผักไห่ อ่างทอง แล้วเสด็จกลับทางบางแล้วเข้ากรุงเก่า อีกคราวหนึ่งในศกเดียวกันนั้นเสด็จทางคลองรังสิตไปประพาสถึงเมืองปราจีน แล้วกลับออกทะเลมาเข้าปากน้ำเจ้าพระยา

แต่ประพาสคราวหลังๆนี้ ความขบขันน้อยไปกว่าคราวแรกๆ ด้วยเหตุ 2 ประการ คือราษฎรรู้เสียมากว่าพระเจ้าอยู่หัวโปรดเสด็จอย่างคนสามัญ ถ้าเห็นใครแปลกหน้าเป็นผู้ดีชาวบางกอก ก็ชวนจะเข้าใจไปเสียว่าพระเจ้าอยู่หัว บางทีมหาดเล็กเด็กชาพากันไปเที่ยว ไปถูกราษฎรรับเสด็จเป็นพระเจ้าอยู่หัวก็มี เพราะฉะนั้นในตอนหลังจะหาใครไม่รู้จักพระองค์สนิทอย่างนายช้าง ยายพลับ ไม่มีอีก อีกประการหนึ่งตั้งแต่เสด็จกลับจากยุโรปคราวหลัง มีเรือยนตร์เข้ามาใช้ในกระบวนเสด็จ ประพาสด้วยเรือยนต์เสียโดยมาก เมื่อเสด็จประพาสด้วยเรือยนต์แล้วก็ต้องเป็นอันรู้ว่าพระเจ้าอยู่หัวอยู่เอง จึงไม่ใคร่มีเรื่องขบขันอย่างคราวแรก

นายทรงอานุภาพ
(กรมพระยาดำรงราชานุภาพ)

http://www.thongthaem.org/index.php/articles/50/364--1-


กิจกรรมวันธรรมดาน่าเที่ยว
ล่องเรือตามรอยประพาสต้น ร.ศ. ๑๒๓

หลงรักประเทศไทย หลงใหลบางปลาม้า สุพรรณบุรี
ล่องเรือตามรอยประพาสต้น ร.ศ. ๑๒๓ พระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ ๕
ย้อนรอยกวีเอกของโลกสุนทรภู่

ค่าบริการ ท่านละ 99 บาท
ติดต่อจองล่วงหน้าได้ที่ โทร
080-073-7397

วันธรรมดาน่าเที่ยว @สุพรรณบุรี

กำหนดการ
วันละสองรอบ รอบแรกเวลา 10.00น ถึง 12.00 น
รอบที่สองเวลา 13.00น ถึง 15.00 น

สถานที่แวะชม
วัดแก้วตะเคียนทอง ( วัดตะค่า ) ชมเรือ / ตาลบัตร / บาตร และเยี่ยมชมวิหาร ที่พระพุธทเจ้าหลวงทรงสมทบเงินบูรณะ 80 บาท เมื่อ ร.ศ. 124

เงื่อนไข
1.จัดเฉพาะวันจันทร์ถึงวันพฤหัส หรือวันที่ไม่ตรงกับวันหยุดราชการเท่านั้น
2. จำนวนนักท่องเที่ยวกำหนดรอบหนึ่งไม่ต่ำกว่า 15 ท่าน หรือไม่เกิน 30 ท่านต่อรอบ
3. จองล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน ไม่รวมค่าประกันทางน้ำ ท่านละ 50 บาท
 

บริหารงานโดย กลุ่มท่องเที่ยวชุมชนตำบลบ้านแหลม
บริการเรือโดย บ้านสวนแผ่นดินแม่ วิถีไทยกับสายน้ำ เลขที่ใบอนุญาต 13/02258
สอบถามเพิ่มเติม ที่
080-073-7397 / 035-424-018
นายโสภณ พันธุ ประธานกลุ่มท่องเที่ยวชุมชน ไอดีไลน์ sophol23
หรืออีเมล์ sophol.boy@gmail.com

 
ค่าพิกัด GPS 14.341384,100.148414

 



ติดต่อ-สอบถามรายละเอียดได้ที่

บ้านสวนแผ่นดินแม่
147 หมู่ 5 ตำบลบ้านแหลม
อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี
โทรศัพท์ :
080-0737397
               089-0136393
               081-4916577


โปรแกรมที่น่าสนใจ

ล่องแม่น้ำสุพรรณ
 

 


 

 


 

 

 

Last modified: 30/06/17
Copy  Right © 2545

จังหวัดสุพรรณบุรี | สถานที่ท่องเที่ยว | ที่พัก-รีสอร์ท | ร้านอาหาร แผนที่ | การเดินทาง | Other | Suphan Gallery