จังหวัดสุพรรณบุรี
สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดสุพรรณบุรีโรงแรม ที่พัก รีสอร์ท จังหวัดสุพรรณบุรีร้านอาหารในจังหวัดสุพรรณบุรีรวมแผนที่จังหวัดสุพรรณบุรีการเดินทางสู่จังหวัดสุพรรณบุรีเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจในจังหวัดสุพรรณบุรีรวมภาพถ่ายจังหวัดสุพรรณบุรี
นิทานเมืองสุพรรณ
นิทานเมืองสุพรรณ
   นิทาน ตำนาน เรื่องจริงหรือเรื่องเล่า บางเรื่องอาจจะถูกเติมแต่งจากเรื่องจริง หรือบางเรื่องก็ถูกแต่งขึ้นเพื่อความสนุกสนาน อาจเป็นเพียงนิทานเพื่อเล่าก่อนนอนให้ลูกหลานฟัง หรือเขียนขึ้นจากเรื่องจริง แต่งเติมให้สนุกสนาน เพื่อให้ลูกหลานได้จดจำเรื่องราว และเล่าขานกันสืบมา
   ความทรงจำเมื่อครั้งวัยเด็กมีคุณค่ามากมาย ไม่ใช่แค่เพียงเนื้อเรื่องที่สนุกสนาน แต่ยังรวมถึงภาพความผูกพันธ์ของครอบครัว คุณครูกับลูกศิษย์ เมื่อได้มีโอกาสร่วมวงเล่านิทานกัน ถึงแม้บรรยากาศแบบนั้นจะค่อยๆเลือนหายไป แต่สำหรับบางคน นิทาน เป็นความทรงจำที่งดงามเสมอมา.....

นิทานย่านสุพรรณ

ขุนช้าง-ขุนแผน
ตำนานรัก ขุนช้าง ขุนแผนและนางพิม
   ขุนแผนบุตรชายของขุนไกร พลพ่าย ผู้เก่งกล้าอาศัยอยู่ที่บ้านย่านวัดตระไกร มีเพื่อนในวัยเด็กที่มาเล่นด้วยกันเสมอ คือขุนช้างและ
นางพิมพิลาไลย จนกระทั้งขุนไกรถูกพระพันวษาประหารชีวิต เพราะไม่สามารถสกัดควายป่าไว้ได้ นางทองประศรีผู้มารดาจึงพาขุนแผนไปอยู่เมืองกาญจนบุรี และได้บวชเป็นสามเณรที่วัดส้มใหญ่ เล่าเรียนวิชาจนหมดความรู้ของพระอาจารย์ นางทองประศรีจึงนำมาฝากกับสมภารมีที่วัดป่าเลไลยก์ เมืองสุพรรณ ขุนแผนมีความสามารถในการเทศน์มหาชาติกัณฑ์มัทรีได้ไพเราะจับใจ ในวันออกพรรษาสามเณรพลายแก้วได้ขึ้นเทศน์และเทศน์ได้ไพเราะนัก นางพิมก็เกิดศัทธา เปลื้องผ้าห่มสไบออกแทนเครื่องบูชากัณฑ์ ขุนช้างเห็นก็เปลื้องผ้าห่มของตน วางทับผ้านางพิม แล้วอธิษฐานให้ได้เจ้าของผ้าห่มสไบ ค่ำวันนั้นหัวใจของพลายแก้วและขุนช้างต่างก็ร้อนรุ่มด้วยความรักที่มีต่อนางพิม ฝ่ายขุนช้างแม้รูปชั่วหัวล้าน แต่ร่ำรวยได้ไปขอนางพิม นางสายทองเห็นดังนั้นจึงนำความไปบอกสามเณรพลายแก้วที่วัดป่า สามเณรยามอยู่ลำพังกับนางสายทองก็อดพูดจาหยอกเอินกับนางไม่ได้ ทราบถึงสมภารมี จึงได้ไล่พรายแก้วออกจากวัด สามเณรจึงไปอาศัยอยู่กับสมภารคงที่วัดแค และได้เล่าเรียนวิชาคาถาอาคม เสกใบมะขามเป็นตัวต่อ สะเดาะโซ่ตรวนกุญแจ ล่องหนหายตัว อยู่ยงคงกระพัน และได้แอบเข้าไปลักลอบได้เสียกับนางพิม ต่อมาพลายแก้วได้ไปเป็นทหาร และกลับมาพร้อมเมียใหม่ ทำให้นางพิมโกรธและเสียใจ ในขณะที่ขุนช้างก็ยังใช้เล่ห์เพื่อที่จะได้นางพิมมาเป็นเมีย จนในที่สุดนางพิมก็ตกเป็นเมียขุนช้าง ขุนแผนจึงนำเรื่องไปให้พระพันวษาตัดสินความ เมื่อสมเด็จพระพันวษา ตรัสถามว่าจะอยู่กับใคร นางก็ไม่อาจตัดสินใจได้ ขุนแผนนั้นแม้จะรักมาก แต่ก็ทำให้นางทุกข์ยากด้วยรักมานักหนา ขุนช้างนั้นน่าเบื่อระอา แต่ก็รักนางอย่างจริงใจ นางจึงตอบไปว่า แล้วแต่ทรงพระกรุณา สมเด็จพรพพันวษาทรงกริ้ว ให้นำนางพิมพิลาไลยไปประหารชีวิต 

อ่านนิทานพร้อมภาพประกอบได้ที่นี่

ท่าตาจวง
  
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายคนหนึ่งนามว่า ตาจวง อาศัยอยู่เมืองอยุธยา มีวิชาแปลงตนเวทย์มนต์และคงกระพันชาตรี มีเมียสองคน ชื่อนางอรุณเมียหลาง และนางสุวรรณ เมียน้อย อยู่มาจนนางทั้งสองตั้งท้อง นางอรุณเมียหลวงแพ้ท้องอยากกินลูกสมอ ในละแวกที่ทั้งสามอยู่หามีต้นสมอไม่ ด้วยความรักเมียตาจวงจึงพาเมียทั้งสองเดินทางเข้าป่ามายังเขตเมืองสุพรรณ เมื่อเก็บลูกสมอได้แล้วก็เดินทางกลับอยุธยา แต่ระหว่างทางเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ทั้งสามวิ่งหลบฝนจนมาถึงคลองระกำ ซึ่งมีน้ำป่าใหลหลากไม่สามารถข้ามได้ ตาจวงจึงบอกกับเมียทั้งสองว่า เดี๋ยวพี่จะแปลงร่างเป็นจระเข้ นอนขวางคลองไว้เมื่อนางอรุณข้ามไปถึงอีกฝากหนึ่งก็ให้นางสุวรรณข้ามตามไป แล้วเอาน้ำมนต์ที่แกทำขึ้น ราดบนหัวจระเข้ ร่างก็จะกลับมาเหมือนเดิม ครั้นนางอรุณซึ่งถือขันน้ำมนต์ข้ามไปถึงอีกฝากหนึ่ง เหลือบเห็นดวงตาของจระเข้ใหญ่ เกิดความกลัวทำขันน้ำมนต์ตกลงพื้น จระเข้ตาจวงก็ไม่สามารถคืนร่างเป็นคนได้ แต่ด้วยความรักเมียทั้งสอง จระเข้ตาจวงจึงขุดถ้ำอยู่ริมสองฝังคลองนั้น ส่วนเมียทั้งสองก็อาศัยอยู่คนละฝากคลอง มีลูกมีหลานสืบเชื้อสายมาจนถึงทุกวันนี้

ท่าตาจวงเป็นเรื่องเล่าของทาง สามชุก ซึ่งจะคล้ายกับเรื่อง วังตาเพชร บ้านคอวัง ของบางปลาม้า

อ่านนิทานพร้อมภาพประกอบได้ที่นี่


กำมะเชียร
  
กาลครั้งหนึ่ง มีพรานป่าชื่อ ตาสีนน เป็นคนที่มีร่างกายสกปรก เต็มไปด้วยแผล ฝีหนอง เป็นที่รังเกลียดของสาวทั่วไป วันหนึ่งพรานตาสีนน นำไก่ต่อเข้าไปล่อไก่ป่าที่เชิงเขา ได้เห็นสาวงามนางหนึ่งกำลังนั่งปั่นฝ่ายอยู่บนเขา ตาสีนนเกิดความรักในตัวนาง จึงผูกไก่ต่อใว้กับแท่งหิน แล้วแปลงร่างเป็นงูใหญ่หมายเข้าไปใกล้ชิดนาง ด้านสาวนางนั้นเมื่อเห็นงูใหญ่ก็ตกใจ คว้าคองูมากำไว้แน่น แล้วใช้มีดเชือดคองูตัวนั้นถึงแก่ความตาย จึงเรียกที่นั้นว่า กำมาเชือด แล้วเพี้ยนมาเป็น กำมะเชียร หลังจากหายตกใจนางก็เกิดรู้สึกเสียใจที่ได้ทำร้ายงูตัวนั้น นางจึงใช้มีดตัดนมทั้งสองของตนโยนทิ้งไปกลายเป็น เขานมนาง อยู่คู่กัน นางวิ่งลงจากเขาทางทิศใต้จนถึงเขาอีกลูกหนึ่งนางร้องด้วยความเจ็บปวด จึงเรียกเขานั้นว่า เขานางโอย ส่วนเขาที่นางนั่งปั่นฝ้ายเรียก เขากี่ ส่วนด้านหลังเขากี่ ก็เกิดบึงขนาดใหญ่ จากเลือดของนางและตาสีนน ต่อมากล่าวว่ามีกุ้งปูปลามากมาย แต่มีผู้จับนำไปกินเป็นอาหารก็จะถึงแก่ความตาย หรือไม่ก็เกิดแผลงพุพอง ทรมานยิ่งนัก เลยเป็นที่กล่าวขานถึงความศักดิ์สิทธิ์ไม่มีใครกล้าไปจับสัตว์ในบึงแห่งนี้  ส่วนนางเมื่อฟื้นขึ้นก็เห็นแม่น้ำใหญ่ขวางตรงหน้า ทันใดนั้นก็มีช้างสารตัวใหญ่รับนางไปส่งยังอีกฝากหนึ่ง ชาวบ้านเรียก ท่าช้าง นางก็เดินทางต่อมาจนถึงเขาลูกหนึ่งนางได้สร้างศาล และตัดผม และโกนคิ้วที่เขานั้นเรียก เขานางคิ้ว  นางนั่งเรือล่องตามลำน้ำที่เย็นฉ่ำ หายจากเศร้าหมองเกิดความรู้สึกสดชื่น เรียกที่นั้นว่า ท่านางเริง และขึ้นไปบนเขา เรียกเขาขึ้น พร้อมตั้งจิตขอบวชเป็นแม่ชีตลอดชีวิต ที่วัดไกล้ๆเขานั้น จึงเรียกนามวัดนั้นว่า วัดนางบวช 
เป็นนิทานเล่าต่อๆกันมาโดยมีสถานที่ต่างๆอยู่ในเขต
อำเภอเดิมบางนางบวช

อ่านนิทานพร้อมภาพประกอบได้ที่นี่


นิทานบ้านเก้าห้อง
  
ครั้งสมัยพม่ายกทัพเข้าไปรุกรานชาวเวียงจันทร์ ชาวลาวจากเวียงจันทร์ได้พาครอบครับหนีพม่า แตกกระเจิงไปตามที่ต่างๆ บางพวกก็หนีเข้ามาจนถึงเมืองสุพรรณ และแยกย้ายไปอยู่เป็นกลุ่มๆ ตามที่ต่างๆ มีพวกหนึ่งนำโดย ขุนกำแหง ที่มีความสามารถ เป็นที่นับถือของชาวลาว อพยบลงมาทางบางปลาม้า เห็นทำเลดี มีแม่น้ำท่าจีนใหลผ่าน จึงช่วยกันหักร้างถางพง ทำไร่ทำนากลายเป็นกลุ่มใหญ่ขึ้น ขุนกำแหงกับชาวลาวอพยบ ได้สร้างบ้านเรือนลักษณะติดกันจำนวน สี่ห้อง แต่ไม่นานก็ถูกไฟใหม้หมด ขุนกำแหงให้โหรมาดู และทำนายว่ามีทางแก้ให้ดีได้ โดยจะต้องปลูกห้องให้มีจำนวน เก้าห้อง  และต้องสร้าง ศาลเจ้าปู่บ้านย่าเมือง  ไว้สักการะบูชา ขุนกำแหงได้สร้างบ้านตามคำโหรและสร้างศาลไว้บูชา จากนั้นเป็นต้นมาผู้คนที่แห่งนี้ก็อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขสืบต่อกันมานับร้อยปี

อ่านนิทานพร้อมภาพประกอบได้ที่นี่


สองพี่น้อง บางแม่หม้าย
  
นานมาแล้วมีพี่น้องสองคนกำพร้าพ่อและแม่ มีบ้านอยู่ชิดติดคลองใหญ่ สองพี่น้องเป็นคนที่มีความขยัน สร้างฐานะจนมีสมบัติมากมาย แต่ยังขาดผู้ที่จะมาเป็นภรรยา ครั้นได้ทราบข่าวว่ามีสาวงามลูกเศรษฐีใหญ่ ที่บ้านท่าตลาด จึงให้แม่สื่อไปสืบดู แม่สือกลับมารายงานว่าเป็นดั่งคำเล่าลือจริง พี่น้องทั้งสองรู้สึกยินดียิ่งนัก ให้แม่สือไปสู่ขอ ฝ่ายเศรษฐีเห็นว่าสองพี่น้องมีความขยันหมั่นเพียร จึงตอบตกลง สองพี่น้องได้จัดขบวนขันหมากขึ้นเรือสำเภาแล่นขึ้นเหนือ ในขบวนก็มีทั้งดนตรี พ่อครัวทำอาหาร ร้องเล่นสีซอกันสนุกสนาน เรียกย่ายนั้นว่า บางซอ และที่ใกล้ๆกันเรียก สีสนุก แต่เหตุไม่คาดฝันก็เก็ดขึ้น เกิดลมพายุฝนฟ้ากระหน่ำพัดเรือสำเภาล่มลง เรียกว่า สำเภาทลาย ต่อมาเปลี่ยนเป็น สำเภาทอง หลังสำเภาล่มผู้คนใหว้น้ำเข้าฝังแต่สองพี่น้องถูกจระเข้คาบว่ายทวนน้ำขึ้นเหนือ มาทางบ้านท่าตลาด สาวสองพี่น้องลูกเศรษฐีเห็นดั่งนั้นก็ตกใจ วิ่งตามจระเข้นั้นไปจนสุดทางที่จะตามได้ เรียกว่า วัดสุด  นางทั้งสองเดินไปด้วยความอ่อนล้าจนเดินไม่ใหวทรุดตัวลงนั่ง เรียกที่นั้นว่า โคกนางอ่อน จนถึงอีกวัดหนึ่งชื่อ วัดโพนางเศร้า ตอนหลังเปลี่ยนเป็น วัดโพนางเซา จนในที่สุดก็มาพบศพของสองพี่น้องและได้สร้างวัดชื่อวัดศพ ต่อมาเปลี่ยนเป็น วัดประสบสุข ส่วนสองสาวกลับบ้านท่าตลาด ก็เปลี่ยนเป็น บางแม่หม้าย ส่วนบ้านที่สองพี่น้องอยู่ก็คือ สองพี่น้อง จนถึงทุกวันนี้
   อีกทางหนึ่งก็ว่าเดิมบ้านท่าตลาดเป็นหมู่บ้านของเศรษฐี แต่เกิดสงคราม ชายในหมู่บ้านถูกเกณฑ์ไปรบ และล้มตายเกือบหมด เหลือเพียงเด็ก ผู้หญิง และคนแก่จึงเรียกกันต่อมาว่า บางแม่หม้าย

อ่านต่อ


บ้านยุ้งทลาย
  
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีชายคนหนึ่งนามว่า ตาขุนทอง หรือ ขุนพุดาด เป็นคนมียศศักดิ์ ฐานะร่ำรวย และเป็นคนที่มีความรู้ในเรื่องเล่นแร่แปรธาตุ ทุกวันแกจะไปยังบ่อแร่ และนำมาที่วัดใกล้บ้าน ตกเย็นแกจะกลับบ้านพร้อมกับถุงเงิน สี่ถุง และนำไปใส่ใว้ในยุ้งข้าว มีเพียงแกและลูกสาวเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ และแกก็ให้ลูกสาวสาบานไว้ว่าจะไม่เปิดเผยเรื่องนี้แก่ผู้ใด จนลูกสาวของตาขุนทองแต่งงาน สามีก็เข้ามาอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน และสังเกตุเห็นพ่อตากลับมาพร้อมเงิน สี่ถุงทุกวัน เกิดความสงสัยแต่ไม่กล้าถามพ่อตา จึงได้เอ่ยปากถามเรื่องนี้กับเมีย ส่วนลูกสาวตาขุนทองได้สาบานไว้แล้ว ก็ไม่กล้าเปิดเผยให้สามีฟัง แต่สามีก็รบเร้า นางจึงบอกเป็นนัยๆ สามีจึงเฝ้าตามดูพ่อตา ส่วนพ่อตาก็รู้สึกผิดสังเกตุ และคิดว่าลูกสาวไม่รักษาคำสัญญา แกจึงฆ่าลูกสาว ตาขุนทองถูกจับกุมและตายในคุกพร้อมกับความลับของตำราแปรแร่เป็นเงิน ส่วนยุ้งที่ตาขุนทองเก็บเงินใว้รับน้ำหนักไม่ใหวพังทลายลงมา ชาวบ้านย่านั้นก็พากันไปเก็บเงิน และทองเหล่านั้นมา และเรียกที่นั้นว่า บ้านยุ้งทลาย ส่วนที่แกไปขุดก็เรียก บ่อแร่ ส่วนวัดที่แกเอาแร่ไปถลุงก็เรียก วัดโบสถ์
.... เป็นเรื่องที่เล่าขานสืบมาในเขต
อำเภออู่ทอง

อ่านต่อ


นิทานบ้านสามชุก
   เมื่อโบราณนานมาแล้วบ้านสามชุกเคยเป็นศูนย์รวมการค้าขายทั้งทางน้ำและทางเกวียน เรียกกันว่าท่ายาง ถึงฤดูแล้งแม่น้ำจะแห้งเป็นบางช่วงตอน ทำให้เรือที่นำสินค้ามาขายเดินทางต่อไปไม่ได้ จึงต้องนำสินค้าขึ้นมารวมกันบนฝั่ง ภาชนะที่ใส่เป็นไม้สาน เรียกว่า กระชุก หรือสามชุก เมื่อมารวมกันมากๆเลยเรียกกันว่า ท่าสามชุก ส่วนตลาดที่นำสินค้าไปขายเรียกว่า สามแพร่ง จากการที่เป็นจุดพบกันสามทางคือทางน้ำจากทางเหนือและทางใต้ส่วนทางตะวันตกเป็นทางเกวียน มาพบกันที่ตลาดสามแพร่ง ต่อมาเพี้ยนเป็น สามเพ็ง ตามสำเนียงของชาวจีนที่อบพยบมายังตลาดแห่งนี้

   กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีเศรษฐีเฒ่านาม พันลึก แห่ง บ้านหนองโรง มีลูกสาวนางหนึ่งชื่อว่านางพิม เป็นสาวงามที่พวกหนุ่มๆหมายปอง มีสองหนุ่มที่ต่างก็ต้องการแต่งงานกับสาวพิม หนุ่มคนแรกชื่อสำเภาบ้านอยู่ ชัฎหวาย หนุ่มคนที่สองชื่อ โพทอง บ้านอยู่ สามเพ็ง ทั้งสองต่างให้บิดามาสู่ขอนางพิม ด้านเฒ่าพันลึกตั้งเงื่อนไขว่้า ใครที่ทำทางสูงสองศอกกว้างสามวา มาถึงบ้านตนได้ในเวลาวันกับคืนได้ก็จะยกลูกสาวให้ ถึงวันแข่งขันทั้งสองฝ่ายต่างเร่งสร้างถนนเพื่อให้ถึงบ้านนางพิมก่อนรุ่งสาง ฝ่ายหนุ่มสำเภาแห่งบ้านชัฎหวายทำทางได้รุดหน้ากว่า ส่านทางหนุ่ม โพทองทราบเรื่องจึงออกอุบายให้พวกตนส่วนหนึ่งไปทำทางดักหน้าที่บ้านหนองโรง แล้วให้ทำโคมไฟใหญ่พูกไว้ที่ปลายเสา ส่วนหนุ่มสำเภาสร้างทางมาถึง ดอนกลาง ในตอนดึก เห็นแสงโคมไฟของหนุ่มโพทอง นึกว่าเป็นเวลาใกล้สางแล้ว และระยะทางยังอีกยาวไกลกว่าจะถึงบ้านนางพิม จึงหมดกำลังใจทิ้งทางให้ขาดแค่ ดอนกลาง ส่วนหนุ่มโพทองก็ทำทางจนถึงบ้านนางพิม เฒ่าพันลึกจึงยกนางพิมให้กับหนุ่มโพทอง และอยู่ด้วยกันต่อมาอย่างมีความสุข

อ่านต่อ


ย่างนกเขา กับโรคห่าเมืองอู่ทอง
   กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีชายสองคนเดินทางเพื่อไปเรียนวิชาอาคม ชายหนึ่งนามว่า อู่ และอีกชายนามว่า นก ทั้งสองมาพบกันในป่าใหญ่รู้สึกถูกชะตากันจึงได้สาบานเป็นเพื่อนตาย และร่วมเดินทาง ได้พบฤษีผู้มีฤิทธิ์เก่งกล้าและได้ขอเป็นศิษย์ของท่านฤษี ส่วนท่านฤษีเมื่อรับชายทั้งสองมาเป็นศิษย์ก็ได้รู้ว่านายอู่เป็นคนไม่ซื่อ เห็นแก่ตัวส่วนนายนกเป็นคนซื่อ วันที่ชายทั้งสองเรียนสำเร็จ ท่านฤษีจึงเรียกทั้งสองมา และบอกให้ทั้งสองรักและช่วยเหลือกัน แล้วทั้งสองก็กราบลาท่านฤษี ระหว่างทางพบบ่อสีทองเหลืองอร่าม ทั้งสองจึงหาไม้ไผ่มาทำบันไดนายอู่ปีนลงไปก่อน พอขึ้นมาผิวตัวของนายอู่ก็มีสีหลืองทองสวยอร่ามดุจเทวดา ส่วนนายนกก็ปีนลงในบ่อบ้าง แต่ด้วยความเห็นแก่ตัวของนายอู่จึงดึงบันไดขึ้น นายนกไม่สามารถขึ้นจากบ่อได้และจมตายอยู่ที่ก้นบ่อนั้น ส่วนนายอู่ก็เดินทางต่อมาจนถึงเมืองหนึ่ง ชาวเมืองเห็นกายนายอู่มีสีดุจเทวดา ก็พา่กันเชิญนายอู่ให้ครองเมือง เรียกนามว่า ท้าวอู่ทอง  ส่วนท่านฤษีจับยามสามตาก็รู้ว่านายนกได้เสียชีวิตแล้ว จึงเดินทางมายังบ่อทองและกล่าวกับวิญญานนายนกว่าจะช่วยให้นายนกฟื้นและถามนายนกว่า อยากเกิดเป็นอะไร นายนกจึงขอให้เขาเกิดเป็น ตัวห่า จะได้แก้แค้นเพื่อนทรยศ ท่านฤษีได้ฟังก็รู้สึกเสียใจ ก็เลยตั้งข้อแม้ว่าจะเดินได้เหมือน ย่างนกเขา ที่ค่อยๆย่างไปได้ช้ามาก แต่ผีห่านกก็ไม่ละความพยายาม ใช้เวลาหลายปีจนมาถึงเมืองอู่ทอง และด้วยอำนาจของฤิทธิ์ห่าทำให้ผู้คนล้มตายกันมากมาย ส่วนท้าวอู่ทองก็หนีไปยังเมืองอยุธยา ผีห่านกก็ยังตามไป แต่เทวดาที่ดูแลเมืองอยุธยาออกมาห้ามปรามไว้ เรื่องความแค้นของนายนกกับนายอู่จึงจบลงแค่ตรงนี้

อ่านต่อ


ตำนาน-นิทาน กระเหรี่ยงตะเพินคี่
   ตำนานเล่าว่ามี หม่องกาย หม่องโช และ พู้เซิงละ เป็นหัวหน้าในการอพยพเข้ามาอยู่เมืองไทย ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินไทยได้ทราบว่าพม่าไล่กะเหรี่ยงหนีมา จึงส่งทหารไทยไปรับ ทหารไทยไปรับก็พบกับพวกกะเหรี่ยง หัวหน้าทหารไทยจะขอผู้หญิงกะเหรี่ยงมาเป็นเมียคืนละคน พวกกะเหรี่ยงทราบก็ไม่พอใจแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ที่จะไม่ต้องให้ผู้หญิงกะเหรี่ยงไปเป็นเมียทหารไทย พู้เซิงละจึงคิดแก้ไข โดยเอา "ลองคุเดิ่ง" (มีลักษณะเป็นวงแหวนทองเหลือง เป็นของศักดิ์สิทธิ์ประจำเผ่า) ออกมาแช่น้ำ บันดาลให้เกิดลมฝนพายุใหญ่
        เมื่อเกิดการผิดปกติเช่นนี้หัวหน้าทหารไทยจึงถามว่า การที่จะขอผู้หญิงกะเหรี่ยงมานอนด้วยนั้นผิดประเพณีอะไรหรือไม่ พู้เซิงละตอบว่าผิดประเพณีมาก หัวหน้าทหารไทยก็เข้าใจ ผู้หญิงกะเหรี่ยงจึงไม่ต้องมาเป็นเมียหัวหน้าทหารไทย
        หลังจากนั้นพวกกะเหรี่ยงได้พยายามติดต่อกับพระเจ้าแผ่นดินเพื่อจะขออยู่ในเมืองไทย พระเจ้าแผ่นดินไทยก็ปรึกษากับพวกขุนนาง พวกขุนนางให้ความเห็นว่าไม่ควรรับไว้เพราะเป็นพวกที่มาจากต่างเมืองต่างเผ่าต่างภาษา แต่พระเจ้าแผ่นดินไทยทรงเห็นใจ ทรงตรัสว่า "ยามเมื่อเขาชะตาตกเราควรช่วยเหลือเขา เมื่อเราชะตาตกเขาคงจะช่วยเหลือเราได้" จึงตกลงรับพวกกะเหรี่ยงให้อยู่ในเมืองไทย โดยให้อยู่ที่ลำห้วยตะเพินคี่ จังหวัดสุพรรณบุรี ลำห้วยคอกควาย จังหวัดอุทัยธานี แม่น้ำแควใหญ่ (โลโหว่) อำเภอสังขละบุรี อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดราชบุรี จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และที่อยุธยา จนกระทั่งถึงทุกวันนี้


เมืองสุพรรณ มีต้นตาลน้อยกว่าเมืองเพชรบุรีต้นเดียว
  
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีสองชายหนุ่มเมืองสุพรรณ เดินทางไปยังเมืองเพชรบุรี ค่ำวันหนึ่งเพื่อนฝูงชาวเมืองเพชรหลายคนชวนสองหนุ่มสุพรรณไปกินเหล้าที่โรงสุรา พอกินเหล้าเมามายได้ที่ ก็คุยอวดอ้างกันไปต่างๆ ตามประสาขี้เมา คนที่เป็น ชาวบ้านเมืองเพชรคนหนึ่งอวดขึ้นว่า เมืองไหนๆ ไม่มีต้นตาลมากเหมือนเมืองเพชรบุรี คนเมืองสุพรรณก็แย้งว่า ที่เมืองสุพรรณมีต้นตาลมากกว่าที่เมืองเพชรเป็นไหนๆ คนชาวเมืองเพชรออกเคืองว่าเมืองสุพรรณเล็กขี้ประติ๋ว เมืองอื่นที่ใหญ่กว่าเมืองสุพรรณก็ไม่มีต้นตาลมากเท่าเมืองเพชรบุรี คนเมืองสุพรรณขัดใจตอบว่า อะไรๆ ที่เมืองสุพรรณมีดีกว่าเมืองเพชรถมไปทำไมต้นตาลจะมีมากกว่าไม่ได้ เลยเถียงกันจนบังเกิดโทสะทั้งสองฝ่าย เกือบจะชกกันขึ้น คนชาวเมืองสุพรรณเห็นพวกเมืองเพชรมากกว่าก็รู้สึกตัว ยอมรับว่า “เอาเถอะต้นตาลเมืองสุพรรณนะ มีน้อยกว่าเมืองเพชรอยู่ต้นหนึ่ง และตาลต้นนั้นมันยอดด้วน” พวกชาวเมืองเพชรชนะก็พอใจเลยดีกันอย่างเดิม เป็นเรื่องที่เขาเล่าขานสนุกสนานสืบต่อกันต่อๆมาดังนี้


วังตาเพชร
   เรื่องมีอยู่ว่า นานมาแล้วมีชายแก่อยู่คนหนึ่งนามว่า ตาเพชร เป็นผู้ที่ร่ำเรียนวิชาเวทมนต์คาถา ตาเพชรอาศัยอยู่กับเมีย ที่บ้านคอวัง บางปลาม้า อยู๋ด้วยกันสองตายาย วันหนึ่งตาเพชรจะพาเมียไปทำบุญ แกเองไม่มีเรือ แต่มีคาถาแปลงร่างเป็นจระเข้ แกจึงร่ายมนต์แปลงร่างเป็นจระเข้ตังใหญ่มหึมา แล้วให้เมียเดินทางข้ามไปฝากโน้น เพื่อจะไปทำบุญที่วัด โดยทำพิธีเสกน้ำมนต์ไว้ขันหนึ่ง บอกเมียแกว่า ระหว่างเดินข้ามไปให้ถือขันน้ำมนต์ไปด้วย และเมื่อข้ามถึงอีกยังฝากหนึ่งแล้ว ให้เอาน้ำมนต์รดที่หัวจระเข้ แล้วตัวเองก็จะกลับกลายเป็นคนตังเดิม แต่ครั้นเมื่อเมียตาเพชรเดินมาถึงกลางแม่น้ำ ขันน้ำมนต์เกิดหกลงเสียกลางแม่น้ำนั้น ตาเพชรก็เลยไม่สามารถกลับกลายเป็นคนได้เช่นเดิม ต้องเป็นจรเข้ใหญ่วนเวียนอยู่ในบึงแห่งนั้นจนสิ้นอายุไข ชาวบ้านจึงขนานนามว่า บึงตาเพชร จนถึงปัจจุบัน

อ่านต่อ

 

รวม ตำนาน-นิทาน
เมืองสุพรรณ

ขุนช้าง-ขุนแผน
ท่าตาจวง
กำมะเชียร
นิทานบ้านเก้าห้อง
สองพี่น้อง บางแม่หม้าย
บ้านยุ้งทลาย
นิทานบ้านสามชุก
ย่างนกเขา-กับห่าเมืองอู่ทอง
นิทานกระเหรี่ยงตะเพินคี่
ต้นตาลน้อยกว่าเมืองเพชรบุรี
วังตาเพชร
ลายเพชร-พลายบัว
บ้านพลูหลวง
วัดสำปะซิว
เขาชานหมาก
บ้านทึง

เสือเมืองสุพรรณ
ตำนานห้ามเจ้ามาเมืองสุพรรณ







 


Last modified: 24/09/15
Copy  Right © 2545

จังหวัดสุพรรณบุรี | สถานที่ท่องเที่ยว | ที่พัก-รีสอร์ท | ร้านอาหาร แผนที่ | การเดินทาง | Other | Suphan Gallery